แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัฒนาตนเอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัฒนาตนเอง แสดงบทความทั้งหมด

21 สิงหาคม 2560

19 เหตุผล ทำไมชีวิตคุณถึง “ไม่ก้าวไปไหน” สักที?


การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องยากสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ เวลาที่คุณยึดติดตัวเองกับสิ่งต่างๆ คุณอาจจะรู้สึกว่าคุณไม่รู้จะเดินไปทางไหนต่อดี และชีวิตก็กำลังบอกคุณเช่นกันว่า มันถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องหาความเปลี่ยนแปลงในชีวิตซึ่งบ่อยครั้งที่เหล่าคนที่ประสบความสำเร็จก็อาจต้องเริ่มต้นจากสัญญาณเหล่านี้เช่นกัน

และต่อไปนี้เป็น 19 เหตุผลที่ทำให้ชีวิตคุณไม่ก้าวไปไหนสักที่ พร้อมทั้งวิธีแก้ไขเบื้องต้น

1. คุณไม่รู้จักพอ
ถ้าคุณมองไปในสิ่งที่คุณมีอยู่ แล้วคุณรู้สึกทุกข์ใจและต้องการมีมากกว่านี้เยอะๆ งั้นแสดงว่าก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้คุณพอใจได้เลยสิ แม้แต่ปัจจุบันตอนนี้ของคุณเอง แต่หากคุณมองไปแล้วรู้สึกภูมิใจสุขใจกับสิ่งที่คุณมีในวันนี้ แล้วคุณจะรู้สึกเสมอว่าคุณนั้นมีมากพอกว่าที่คุณต้องการแล้ว
2. คุณคิดว่าชีวิตมีข้อจำกัด
ข้อจำกัด เป็นสิ่งที่คุณกำหนดขึ้นมาเองทั้งนั้น หากคุณใช้จินตนาการและความมุ่งมั่นของคุณพุ่งเป้าไปที่จุดหมายที่หวังไว้ ความสามารถของมนุษย์เรานั้นไร้ขีดจำกัด จงเชื่อมั่นไว้เถอะว่าทุกสิ่งที่คุณตั้งใจล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น
3. คุณขาดความมั่นใจ
เราทุกคนมักมีเสียงคำถามมากมายเกี่ยวกับตัวเองในหัวว่า สิ่งนี้เหมาะสมไหม? สิ่งนี้ถูกต้องหรือเปล่า? หรือสิ่งนี้ดีไหมนะ? แต่ถ้าคุณเอาแต่ลังเลกับสิ่งเหล่านั้นจนเกินไป มันก็ยิ่งจะบั่นทอนกำลังใจคุณเองเปล่าๆ ดังนั้น เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้มากขึ้น คุณต้องบอกกับใจตัวเองให้หาวิธีใหม่ ๆ ในการรับมือและควบคุมจิตใจให้ได้
4. คุณรู้สึกว่าคุณควบคุมตัวเองไม่ได้
ความนิ่งเฉยเป็นศัตรูที่น่ากลัวที่สุด หากคุณไม่ควบคุมชีวิตของคุณให้ดี ชีวิตจะกลายมาเป็นผู้ควบคุมคุณแทน ดังนั้น เริ่มต้นหักห้ามจิตใจและควบคุมชีวิตคุณ โดยอาจเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ และเริ่มขยายไปที่เรื่องที่ใหญ่ขึ้น ๆ จนสามารถเป็นนายของชีวิตตนเองได้ในที่สุด
5. คุณละเลยปัญหา
การละเลยไม่สนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้ทำให้ปัญหาจากเราไปไหน แทนที่จะหลีกหนีปัญหา ลองเปลี่ยนมันเป็นการเผชิญหน้าแล้วหาวิธีแก้ไขมันอย่างชาญฉลาดจะดีกว่านะ
6. คุณหยุดวางแผนชีวิต
ความคิดที่ปราศจากแผนก็เป็นแค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ ดังนั้น จงหาความศรัทธาของตัวเองให้เจอเพื่อเริ่มต้นตั้งเป้าหมายอีกครั้ง แล้วมุ่งมั่นในการกำหนดแนวคิดและวิธีการที่จะไปให้เป้าหมายนั้นของคุณ
7. คุณไม่ยอมลงมือทำ
แค่รู้ว่าทำอย่างไร นั้นมันไม่เพียงพอ การจะก้าวไปข้างหน้าได้คุณต้องลงมือทำ ลองกำหนดเป้าหมายเล็ก ๆ ที่สามารถทำได้ในทุกวัน และเริ่มต้นขยายเป้าหมายของคุณให้ใหญ่ขึ้นต่อไปเรื่อยๆ
8. คุณไม่เชื่อมั่นในตัวเอง
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของชีวิต คือการที่คุณประเมินตัวเองต่ำไป ลองปรับวิธีคิดและพูดกับตัวเองในเชิงบวกเข้าไว้ เชื่อมั่นกับสิ่งที่ทำและรายล้อมตัวเองด้วยผู้ที่เชือมั่นในตัวคุณ
9. คุณชอบคิดแง่ลบ
เป็นเรื่องยากหรืออาจจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำที่เราจะได้รับผลดีจากการคิดลบ เพราะส่วนใหญ่แล้วมันกลับก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีด้วยซ้ำไป เมื่อคุณรู้สึกได้ว่าความคิดของคุณเริ่มเป็นไปในทางลบ ให้หยุดความคิดตัวเองทันที แล้วใช้เวลาต่อจากนั้นเพื่อไตร่ตรองว่าสิ่งแย่ ๆ ที่คุณคิดพวกนั้นมันมีผลต่อคุณอย่างไรในอนาคต
10. คุณยังคงทำสิ่งต่างๆ ในแบบที่เคยทำมา
เมื่อคุณก็ไม่คิดจะยอมเปลี่ยนวิธีการ ผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็ออกมาเหมือนเดิมอย่างไม่ต้องสงสัย สุดท้ายมันก็ไม่เกิดความก้าวหน้าใดๆ ขึ้นเลย ดังนั้น จงหาจุดด้อยที่สุดในวิธีการทำงานของคุณ แล้วเริ่มเปลี่ยนแปลงมันสักที แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ได้อาจดีขึ้นหรือแย่ลง แต่คุณจะไม่มีทางยืนอยู่จุดเดิมตรงนั้นอีกต่อไป
11. คุณหยุดพยายาม
เวลาเป็นสิ่งมีค่า อย่าปล่อยให้มันผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลย ไม่ว่าคุณจะอยู่สถานะใดหรือกำลังทำอะไรก็ตาม จงเตือนตัวเองทุกครั้งว่าคุณสมควรได้รับโอกาสที่ดีที่สุดในการนำพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จ อย่าหยุดพยายาม และลองเริ่มต้นจากเป้าหมายเล็ก ๆ ก็ได้
12. คุณโทษตัวเองว่า คุณมีต้นทุนชีวิตไม่เท่าคนอื่น
แม้ว่าคุณจะไม่ได้มีทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการตอนนี้ แต่หากคุณลองใช้ความคิดและความสามารถของคุณมาปรับใช้ร่วมกับสิ่งที่คุณมีอยู่ล่ะก็ ถึงแรกเริ่มเดิมทีต้นทุนของคุณจะมีอยู่น้อยสักเพียงใด แต่เชื่อเถอะว่าผลกำไรจากความสามารถของคุณมีมากมายกว่านั้นอย่างแน่นอน ดังนั้นเลิกโทษตัวเองได้แล้ว
13. คุณไม่มีความรับผิดชอบ
เมื่อคุณไม่สามารถรับผิดชอบสิ่งต่างๆ ได้ นั่นก็หมายความว่า คุณไม่สามารถไว้ใจตัวเองให้ทำสิ่งอื่นๆ ได้เช่นกัน จงเตือนตัวเองทุกวันว่าคุณต้องรับผิดชอบทั้งหน้าที่และคำพูดของตัวเอง และจำให้ขึ้นใจเสมอว่า ความรับผิดชอบ คือ สิ่งที่สำคัญที่สุด
14. จิตใจคุณไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เคยมีคนกล่าวว่าร้อยละ 80 ของความสำเร็จนั้นมาจากการที่คุณเผยความสามารถนั้นออกมา ดังนั้น จงอยู่กับปัจจุบันเข้าไว้ และอยู่ในที่ที่คุณจำเป็นต้องอยู่ อย่าได้วอกแวกไปกับสถานการณ์ต่างๆ
15. คุณกลัวความล้มเหลว
อย่าให้ชิวิตต้องหยุดชะงักเพราะความกลัว โปรดจำไว้ว่าถ้าคุณทำดีที่สุดแล้วแต่ยังล้มเหลว ยังไงคุณก็จะได้บทเรียนที่แสนมีค่าเพื่อฝึกฝนคุณให้พร้อมสำหรับความท้าทายนั้นอีกครั้ง ถ้าคุณเอาแต่ให้ความกลัวนำพาชีวิตคุณเดินไปข้างหน้า คุณจะไม่เหลืออะไรเลย นอกจากความเสียใจที่ไม่ได้ลงมือทำ
16. คุณดูถูกตัวเอง
ถึงแม้ เพื่อน คนรู้จัก หรือสมาชิกในครอบครัวคุณจะดูถูกดูแคลนคุณมากสักเพียงไหน โปรดอย่าได้เก็บคำพูดเหล่านั้นมาใส่ใจหรือท้อใจเลย จงโฟกัสที่ตัวเองเพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุด แล้วสักวันคุณจะพิสูจน์ให้พวกเขาได้เห็นเองว่าคุณทำได้
17. คุณขาดความกล้า
บ่อยครั้งที่เราคิดว่า ความกล้าหาญ คือการที่ไร้ซึ่งความกลัว แต่ไม่ใช่เลย เพราะคนที่กล้าหาญทุกคนนั้นล้วนมีความกลัวเหมือนกับเรานั่นแหละ แต่พวกเขาเอาชนะมันได้เพราะพวกเขามีความมุ่งมั่นที่มากกว่าเท่านั้นเอง
18. คุณเอาแต่เฝ้ารอเวลาที่เหมาะสม
คุณไม่จำเป็นต้องรอคำอนุญาตจากใคร เพราะเวลาที่เหมาะสมที่สุดนั้นไม่มีอยู่จริงหรอก จงเริ่มต้นจากสิ่งที่คุณมีและสิ่งที่คุณเป็นอยู่ เพื่อทำในสิ่งที่คุณสามารถทำได้ในตอนนี้ วินาทีนี้
19. คุณเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
นี่เป็นการกระทำที่เสียเวลาอย่างมาก เพราะไม่มีใครที่มีอะไรเหมือนกันทุกอย่าง จึงไม่มีเหตุผลใดเลยที่เราจะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่นได้ ถ้าจะเปรียบเทียบล่ะก็ จงเปรียบเทียบกับตัวเองในอดีตนี่แหละว่าคุณก้าวผ่านอุปสรรคมาไกลแค่ไหนแล้ว และพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าให้ไกลกว่าเดิมหรือยัง

Source: Inc-asean

08 กรกฎาคม 2560

4 เคล็ดลับที่จะช่วยคุณก้าวออกจาก Comfort Zone

4 เคล็ดลับที่จะช่วยคุณก้าวออกจาก Comfort Zone



มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะนิสัยที่ต้องการความสะดวกสบายเพื่อลดความตึงเครียดของตนเองอยู่โดยตลอด ซึ่งมันคงเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก หากว่าเราจะต้องออกจากพื้นที่สุขสบาย (Comfort Zone) ของตนเอง แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้กันดีก็คือ ถ้าเราเลือกที่จะอยู่กับความกลัวและติดอยู่กับสิ่งที่คุ้นเคยไปตลอด เราก็คงต้องเดินตามหลังคนที่เขากล้าจะเดินออกมาจากจุดๆ นั้น และยิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ จนตามใครไม่ทัน

แล้วอะไรที่เป็นเคล็ดลับที่จะช่วยให้เราออกจากพื้นที่สุขสบายนี้ได้ล่ะ? มาดูกันเลยกับ 4 วิธีที่จะช่วยผลักคุณเข้าสู่โลกของการผจญภัยและการคว้าหาโอกาสใหม่ๆ ในชีวิต
1. ค้นหา “พื้นที่แห่งความกล้า” ของคุณ



พื้นที่แห่งความกล้าหาญนั้นมักจะอยู่ข้างนอกพื้นที่คอมฟอร์ทโซน ถ้าคุณยังไม่พร้อมก้าวกระโดดออกไปทีเดียว ก็สามารถก้าวออกไปอย่างช้าๆ ได้เช่นกัน โดยคุณจะต้องริเริ่มอะไรสักอย่างที่มันท้าทายและกระตุ้นคุณให้กล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ ซึ่งในพื้นที่แห่งความกล้าหาญนั้น เราอาจไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ แต่ว่ามันกลับเต็มไปด้วยโอกาสมากมายที่จะส่งผลต่อความก้าวหน้าในชีวิต


คุณจะต้องริเริ่มอะไรสักอย่างที่มันท้าทายและกระตุ้นคุณให้กล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่
2. ก้าวข้าม “พื้นที่แห่งความกลัว” ไปให้ได้




สิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความกล้าก็คือ ความหวาดกลัว เมื่อได้พบเจอกับพื้นที่แห่งความกล้าหาญแล้วก็จะต้องมาพบกับพื้นที่แห่งความหวาดกลัว คนแล้วคนเล่าที่ไม่สามารถก้าวข้ามมันไปได้เพราะกลัวที่จะลองสิ่งใหม่ แต่เชื่อเถอะว่ากุญแจสู่ความสำเร็จคือการที่คุณก้าวข้ามคอมฟอร์ทโซนไปแล้ว และได้ก้าวข้ามพื้นที่แห่งความกลัวไปได้อีกนั่นเอง ดังนั้น หากคุณลองกล้าสักครั้งหนึ่ง ครั้งต่อไปคุณก็จะยิ่งกล้าและยิ่งท้าทายมากขึ้นอย่างแน่นอน

หากคุณลองกล้าสักครั้งหนึ่ง ครั้งต่อไปคุณก็จะยิ่งกล้าและยิ่งท้าทายตนเองมากขึ้น
3. ให้โอกาสตัวเองได้เสี่ยงบ้าง



คุณเลือกจะอยู่กับสิ่งที่ปลอดภัยและคุ้นชินไปตลอด หรือ เลือกที่จะฉีกออกจากกรอบเล็กน้อยเพื่อก้าวไปข้างหน้าแบบสุดขีดดีล่ะ? การที่เราออกจากคอมฟอร์ทโซนไปได้นั้น บางครั้งมันก็ทำให้รู้สึกเหมือนว่าคุณไม่มีเกราะกำบังอะไรเหลืออยู่และกำลังเผชิญกับความเสี่ยง แต่นี่แหละที่เป็นส่วนสำคัญของความก้าวหน้าในชีวิต ลองออกไปท้าทายตัวเองดูบ้าง แล้วปล่อยให้ประสบการณ์สร้างภูมิคุ้มกันให้กับเรา

ลองออกไปท้าทายตัวเองดูบ้าง แล้วปล่อยให้ประสบการณ์สร้างภูมิคุ้มกันให้กับเรา
4. ค่อยเป็นค่อยไป



เชื่อเถอะว่า การจะออกจากคอมฟอร์ทโซนได้นั้น ล้วนต้องใช้ความพยายามอยู่พอสมควร ทุกครั้งที่คุณพยายามจะก้าวไปข้างหน้า จงประเมินตนเองอยู่เสมอว่าตอนนี้คุณมาถึงตรงจุดไหนแล้ว และวางแผนว่าคุณจะไปจุดไหนต่อไป จากนั้นจึงค่อยก้าวไปยังจุดหมายใหม่ๆ ที่คุณต้องการ ซึ่งนี่เป็นวิธีเพิ่มแรงผลักดันให้กับเราได้ ทำให้เราก้าวสู่โอกาสที่ยิ่งใหญ่ขึ้นและทำให้เราค่อยๆ ออกจากคอมฟอร์ทโซนไปได้นั่นเอง

เรามักจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสะดวกสบายที่คุ้นชิน เหมือนกับอยู่ในบ้านหลังหนึ่งที่คุณคิดว่าปลอดภัยและน่าอยู่ที่สุดแล้ว แต่ทว่าภายนอกลับมีสิ่งน่าค้นหาอยู่อีกมาก ซึ่งมันก็เป็นหน้าที่ของคุณแล้วล่ะที่ต้องลองก้าวออกจากประตูนั้นสักที เพื่อพบเจอสิ่งใหม่ๆ และเติบโตขึ้นไปกว่าจุดที่คุณยืนอยู่ตรงนี้

แล้วคุณพร้อมที่จะเริ่ม ‘ก้าวแรก’ ของคุณแล้วหรือยัง?

30 พฤษภาคม 2560

27 คำคมที่จะช่วย “เปลี่ยนวิธีคิด(mindset)” ของคุณ เมื่อพบเจอสารพัดปัญหา

27 คำคมที่จะช่วย “เปลี่ยนวิธีคิด(mindset)” ของคุณ เมื่อพบเจอสารพัดปัญหา

แม้แต่นักธุรกิจที่มากประสบการณ์ต่างก็ยังต้องพบเจอกับปัญหา ในขณะที่งานชิ้นล่าสุดของคุณกำลังไปได้สวย ในขณะที่คุณเจอกับความท้าทายใหม่ๆ และเห็นแสงแห่งความสำเร็จอยู่ตรงหน้า แต่บางครั้งทุกอย่างก็กลับหยุดชะงักลงได้เมื่อคุณเจอกับปัญหาที่ดูเหมือนจะไม่มีทางออก
จริงที่ว่าอุปสรรคมักจะทำให้เราท้อแท้ และเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เสียด้วย แต่วิธีที่คุณใช้ในการเผชิญหน้าและคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาอย่างตรงไปตรงมาต่างหาก ที่จะช่วยเพิ่มทักษะในการแก้ปัญหาให้กับคุณ

นี่คือสิ่งที่เหล่าบุคคลที่ขึ้นชื่อว่าฉลาดที่สุดในโลกต่างใช้ในการคิดแก้ปัญหา รวมถึงวิธีการที่คุณจะใช้ในการเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นด้วย

“ปัญหาที่เราสร้างขึ้นไม่สามารถแก้ได้ด้วยวิธีการคิดแบบเดิมๆ” – อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)
“ปัญหามิใช่จุดจบ แต่มันคือการนำทาง” – โรเบิร์ต เอช สชัลเลอร์ (Robert H. Shuller)
“ปัญหาจะเล็กลง ถ้าเราเลือกที่จะเผชิญหน้าแทนที่จะเลี่ยงหนี” – วิลเลี่ยม เอฟ ฮัลสรีย์ (William F. Halsey)
“ไม่ใช่ทุกอย่างที่เจอจะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงได้จนกว่าจะเจอ” – เจมส์ บัลด์วิน (James Baldwin)
“บางปัญหาไม่ต้องการทางออก แต่ต้องการเพียงแค่วุฒิภาวะในการข้ามผ่าน” – สตีฟ มาลาโบลี่ (Steve Maraboli)
“ทุกปัญหาคือรางวัล ไม่มีมัน เราก็จะไม่โต” – โทนี่ ร็อบบินส์ (Tony Robbins)
“ชีวิตไม่ใช่ปัญหา แต่คือความเป็นจริงที่ต้องเผชิญ” – เซอเรน เคียร์เคอกอร์ (Soren Kierkegaard)
“ถ้าแก้ปัญหาได้ จำเป็นต้องกังวลไปเสียทำไม และถ้าแก้ไม่ได้ แล้วกังวลไปจะได้อะไร” – ศานติเทวะ (Shantideva)
“ปัญหาไม่ใช่แก้ไม่ได้ แต่อยู่ที่เราจะมองมันออกหรือไม่ต่างหาก” – จี เค เชสเตอร์ตัน (G.K Chesterton)
“ปัญหาเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์” – เจอฮาร์ด จชวานท์เนอร์ (Gerhard Gschwandtner)
“เรามักจะล้มเหลวอยู่บ่อยครั้ง นั่นก็เพราะเราแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด มากกว่าการแก้ผิดวิธีแต่ปัญหานั้นถูก” – รัซเซล แอล แอคออฟ (Russell L. Ackoff)
“ทัศนคติที่ดีแม้จะไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่มันกลับช่วยให้คุณมีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหานั้นให้ได้” –Anonymous
“ยิ่งหนีปัญหาก็ยิ่งไกลจากทางออก” – Anonymous
“ผู้นำในการแก้ปัญหามักจะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือการศรัทธาว่ามันจะต้องมีทางออกที่ดีกว่านี้เสมอ” – เจอราล์ด เอ็ม เวนเบิร์ก (Gerald M. Weinberg)
“แต่ละปัญหาที่ถูกแก้จะกลายเป็นกฏซึ่งจะกลายเป็นทางออกสำหรับปัญหาต่อๆไป” – เรน เดสคาส (Rene Descartes)
“ความสามารถในการแก้ปัญหาและการตัดสินใจที่ดี คือตัวชี้วัดศักยภาพความเป็นผู้นำในตัวคุณ” – ไบรอัน เทรซี่ (Brian Tracy)
“ถ้าไม่สามารถเข้าใจต้นต่อของปัญหาได้ ก็ไม่มีทางแก้ไขได้เหมือนกัน” – นาโอโตะ คาน (Naoto Kan)
“ปัญหาคือโอกาสที่จะแสดงความสามารถของตัวคุณอย่างเต็มประสิทธิภาพ” – ดุ๊ก เอลลิงตัน (Duke Ellington)
“การยอมแพ้ คือ ทางที่เจ็บปวดที่สุดของการแก้ปัญหา” – Anonymous
“แทนที่จะคิดนอกกรอบ จงเอากรอบนั้นออกแทน” – ดีพัค โชพรา (Deepak Chopra)
“การแก้ปัญหา คือ การรับฟัง” – ริชชาร์ด แบรนสัน (Richard Branson)
“ทุกปัญหาย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ” – โรเบิร์ต คิโยซากิ (Robert Kiyosaki)
“ไม่มีปัญหาใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าพลังในตัวคุณ” – บ็อบ พร้อคเตอร์ (Bob Proctor)
“ทักษะในการแก้ปัญหา พัฒนาได้โดยเพิ่มความสามารถในการถามตอบ” – มิชเชล เจ เกลป์ (Michael J. Gelb)
“อย่าพยายามขอความช่วยเหลือโดยไม่คิดจะลงมือแก้ด้วยตัวเองเสียก่อน” – คอลิน พาวเวล (Colin Powell)
“ถ้าปัญหาแก้ได้ เดี๋ยวมันก็จะแก้ได้เอง แต่ถ้ามันแก้ไม่ได้ ก็ไม่เห็นมีอะไรที่จะต้องไปกังวล” – ดาไล ลามะ องค์ที่ 16 (Dalai Lama XIV)
“ชีวิต คือ การแก้ปัญหา” – คาร์ล พ้อพเปอร์ (Karl Popper)

Source: Entrepreneur

10 พฤษภาคม 2560

7 ขั้นตอน แปรเปลี่ยน “ความฝัน” ให้กลายเป็นจริง



 “วิสัยทัศน์เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ เพราะมันทำให้ความปรารถนาของเรากลายเป็นจริงได้” — CHRIS WIDENER
หากเราตั้งคำถามว่า ความสำเร็จมีแบบแผนที่ตายตัวหรือไม่? แน่นอนว่าคำตอบคือ ใช่ ความสำเร็จมีแบบแผนของมันอยู่ ซึ่งเหล่าคนที่ประสบความสำเร็จก็ล้วนทำตามแบบแผนนั้น โดยพวกเขาทำทุกวัน วันแล้ววันเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าคุณอยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จบ้าง อย่าได้รอช้า ลองทำตามขั้นตอนต่อจากนี้ แล้วความฝัน ความหวัง และความปราถนาของคุณจะแปรเปลี่ยนเป็นความจริงสักที

1. ฝันถึงมัน

ทุกความสำเร็จต่างมีจุดเริ่มต้นเดียวกันคือ ความคิดและจิตใจ คนที่ประสบความสำเร็จต่างทราบกันดีว่า ก่อนที่พวกเขาจะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะทำให้สำเร็จได้นั้น พวกเขาล้วนต่างรับรู้ถึงความสำเร็จผ่านทางความคิด พวกเขากล้าพอที่จะจินตนาการและเชื่อมั่นว่าความฝันของพวกเขาสามารถเกิดขึ้นจริงได้ ดังนั้นแล้ว จงคิดและฝันให้ใหญ่เข้าไว้ อย่าให้ทัศนคติในแง่ลบมาทำให้คุณเสียความตั้งใจ คุณคือนักฝัน แต่จงจำไว้ว่าความฝันของคุณไม่ได้เป็นแค่เพียงจินตาการที่เกิดขึ้นในหัวแล้วก็หายไป แต่คือฝันที่ต้องสามารถเป็นจริงได้ จงอย่าลืมที่จะจุดประกายความฝันอย่างสม่ำเสมอ เพราะชีวิตเรานั้นสั้นเกินกว่าจะปล่อยให้ความฝันดีๆ ต้องหลุดลอยไป

2. เชื่อมั่นในสิ่งที่ฝัน

ใช่แล้ว คุณต้องฝันให้ใหญ่เข้าไว้ ฝันที่คุณไม่คิดว่ามนุษย์ตัวเล็กๆแบบคุณจะทำสำเร็จได้ แม้ความฝันเหล่านั้นจะใหญ่สักแค่ไหน เกินกำลังคุณมากเพียงใด แต่หากคุณมีความเชื่อมั่นอย่างมากล้นในฝันนั้น มุ่งมั่นทุ่มเทกับมันมากพอ และมีมิตรสหายที่พร้อมจะหยิบยื่นมือช่วยคุณ ยังไงคุณก็สามารถทำสำเร็จได้อย่างแน่นอน อย่าลืมล่ะจงเชื่อมั่นเข้าไว้!

3. มองเห็นภาพที่คุณฝัน

ผู้คนที่ประสบความสำเร็จมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือพวกเขามัก “มองเห็น” เช่น ภาพของตัวเองที่กำลังได้ขึ้นแท่นเป็น CEO หน้าใหม่ของบริษัท ภาพของตัวเองที่ได้ลงแข่งกีฬาระดับโลก หรือแม้แต่ภาพของตัวเองที่เป็นนักพูดระดับโลกกำลังกล่าวสุนทรพจน์ด้วยความมั่นใจ ไม่ว่าภาพไหนๆ ที่คุณมองเห็นตัวเองอยู่ก็ตาม จงจำไว้ว่าจิตใจและร่างกายจะทำงานผสานร่วมกันก็ต่อเมื่อคุณสามารถ “มองเห็น” ภาพฝันนั้นได้อย่างชัดเจน

4. แบ่งปันความฝัน

สิ่งหนึ่งที่ทำให้นักฝันทำได้แค่ฝันไปวันๆ ก็เพราะว่าพวกเขาเก็บความใฝ่ฝันนั้นไว้กับตัวเอง ฝันที่มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รับรู้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าหากคุณอยากประสบความสำเร็จ สิ่งที่คุณต้องทำคือบอกเล่าความฝันของคุณให้ผู้อื่นได้ฟัง คุณอาจมีคำถามว่าเหตุใดต้องทำเช่นนั้นด้วยล่ะ เหตุผลก็คือ การที่คุณได้แบ่งปันความฝันของคุณให้กับผู้อื่นได้รับรู้นั้น มันจะช่วยตอกย้ำให้คุณเชื่อมั่นมากขึ้นเรื่อยๆว่าความฝันนั้นสามารถเป็นจริงได้ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ หากว่าคุณได้บอกเล่าความฝันของคุณให้ผู้อื่นได้รับรู้แล้ว คุณก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความฝันนั้นด้วย ไม่เช่นนั้นคุณก็จะดูเป็นคนเขลาในสายตาผู้อื่นทันทีหากว่าคุณทำฝันนั้นไม่สำเร็จ

5. วางแผนความจริง

ทุกความสำเร็จล้วนเกิดจากการวางแผนที่ดี ดังคำกล่าวที่ว่า you get what you plan for หรือแปลว่า คุณจะได้รับในสิ่งที่คุณวางแผนเอาไว้ ซึ่งคำกล่าวนี้ก็คงไม่ไกลเกินจริงไปนัก เพราะคุณต้องทุ่มเทกับมันให้มาก วางแผนและคิดอย่างรอบคอบว่าจะทำอย่างไรถึงจะทำให้ฝันคุณเป็นจริง จากนั้นจึงค่อยแบ่งแผนใหญ่ๆ ออกเป็นแผนเล็กๆที่ไม่เกินความสามารถของคุณ และสุดท้ายจึงค่อยกำหนดเวลาไว้ว่าแต่ละแผนคุณจะใช้เวลาเท่าใดในการทำให้สำเร็จ

6. ลงมือทำให้เป็นจริง

ความสำเร็จไม่มีทางเกิดขึ้นกับคุณอย่างแน่นอนหากคุณได้ละเลยขั้นตอนนี้ไป เพราะขั้นตอนนี้ถือเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด ดังนั้นขั้นตอนนี้คุณต้องตั้งใจให้มาก อย่าลืมว่าเหล่าคนที่ประสบความสำเร็จทุกคนล้วนทำตามความฝันของเขาอย่างเต็มที่สุดความสามารถ มีสมการๆ หนึ่งที่กล่าวว่า ‘‘งานระยะสั้น x เวลา = ความสำเร็จระยะยาว’’ หากคุณลองทำตามสมการข้างต้น โดยค่อยๆ ทำงานเล็กๆที่คุณแบ่งไว้ ลงมือทำเป็นประจำทุกวี่วัน ท้ายที่สุดแล้วฝันที่ยิ่งใหญ่ของคุณย่อมค่อยๆกลายเป็นความจริงขึ้นมา

7. สนุกไปกับมัน

เมื่อฝันของคุณเป็นจริง จงอย่าลืมที่จะสนุกไปกับความสำเร็จเหล่านั้น เช่นการให้รางวัลตัวเองที่สามารถทำฝันให้เป็นจริงได้ และอย่าลืมแบ่งปันความสุขนั้นตอบแทนให้ผู้อื่นด้วย เพราะฝันของคุณจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าขาดผู้คนที่ได้หยิบยกโอกาสและกำลังใจให้กับคุณ
เมื่อทำครบทุกขั้นตอนแล้ว ให้ย้อนกลับไปทำขั้นตอนแรกใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ อย่าลืมฝันให้ใหญ่กว่าเดิมด้วยล่ะ!

04 พฤษภาคม 2560

4 วิธีที่ช่วยดึง ‘ศักยภาพอันน่าทึ่ง’ ในตัวคุณออกมา




“เราทุกคนล้วนมีเมล็ดพันธุ์แห่งศักยภาพอยู่ในตัว แต่น้อยคนนักที่จะดูแลจนมันเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ได้” — JOHN C. MAXWELL
คุณเคยดูฉากในการ์ตูนที่มีลูกบอลหิมะตั้งหมิ่นเหม่อยู่บนยอดเนินเขาไหม? แน่นอนว่าสักพักมันจะค่อยๆ กลิ้งลงเนิน จากช้าๆ ก็เริ่มเร็วและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ  กลิ้งทับทุกอย่างที่ขวางหน้า
มีผู้คนมากมายที่เปรียบเสมือนลูกบอลหิมะบนยอดเขานั้น พวกเขาเต็มไปด้วยศักยภาพอันน่าเหลือเชื่อ แต่บ่อยครั้งที่กลับอยู่นิ่งเฉย ไม่ยอมผลักดันตัวเองลงไปซักที ศักยภาพที่อยู่ภายในตัวพวกเขาจึงสูญเปล่าเพราะไม่ถูกดึงมาใช้แม้แต่น้อย
ดังนั้น เรามาดูกันว่า 4 วิธีที่จะช่วยดึง ศักยภาพอันน่าทึ่ง ที่ซ่อนในตัวคุณออกมามีอะไรบ้าง

1. ตัดสินใจไปเลย อย่าเอาแต่ลังเล!

ยิ่งมีตัวเลือกมาก ก็ยิ่งเลือกยาก ภาวะนี้เรียกกันว่า Analysis-paralysis ซึ่งจะเกิดกับหลายๆ คนที่พอต้องเผชิญกับตัวเลือกมากมาย ก็จะชะงักไป ไม่สามารถตัดสินเลือกอะไรได้
ในตัวเราทุกคนล้วนมีเสียงที่คอยนำทางการตัดสินใจ จงสดับฟังและเชื่อในเสียงนั้น การเริ่มต้นทำอะไรบางอย่างก็เหมือนการอาศัยแรงดุนให้ลูกบอลหิมะเริ่มกลิ้งลงเนินไปนั่นเอง
แม้ว่าสิ่งที่คุณเลือกอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่ถือว่าก้าวหน้ากว่าการเอาแต่นั่งจมจ่อมอยู่อย่างนั้น และจำไว้ว่าระหว่างการเดินทาง คุณก็ยังสามารถจะปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือจุดหมายปลายทางได้ทุกเมื่อ

2. อย่าเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

ในหนึ่งวัน ทุกคนมีเวลาทั้งหมด 1,440 นาทีเท่ากัน ดูเหมือนเหลือเฟือนะ แต่เราก็รู้กันดีอยู่แล้วว่าเวลามันผ่านไปรวดเร็วขนาดไหน หยุดทำนั่นนิดนี่หน่อย เผลอๆ ก็เสียเวลาไปหลายสิบนาทีแล้ว ถ้าหากเราทุกคนมีเวลาในแต่ละวันเท่าๆ กันที่จะพัฒนาตนเอง แล้วเพราะอะไรบางคนจึงประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่นๆ ล่ะ?
สิ่งสำคัญนั่นก็คือ การวางแผน การทำโปรเจ็คต่างๆ มักมีความยาก และต้องอาศัยแรง เวลามากกว่าที่คิดไว้เสมอ ดังนั้นคุณควรจะวางแผนการบริหารเวลาให้รอบคอบและอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ด้วย
การบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพทำให้คุณสามารถดึงศักยภาพของตนเองออกมาได้เต็มที่ อุปสรรคในการทำงานก็น้อยลง หนึ่งในกลยุทธ์ที่ได้ผลดีก็คือ การถามตัวเองก่อนว่าสิ่งที่ทำจะไปช่วยเติมเต็มศักยภาพของคุณหรือไม่? คำถามนี้จะทำให้คุณรู้ว่ามีสิ่งใดบ้างที่ใช้เวลาทำไปโดยไม่เกิดประโยชน์กับตัวเอง

3. รู้มูลค่าของสิ่งที่ต้องการ

จงจดจำไว้ว่าคนเรา ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง ทุกครั้งที่ตัดสินใจเลือกอะไรก็ตาม คุณก็ต้องเสียสละบางสิ่งไปด้วยเสมอ เช่น บางครั้งคุณก็ต้องปฏิเสธโอกาสดีๆ มากมายเพื่อรอโอกาสที่ดีกว่า
คุณต้องยอมสูญเสียเพื่อจะได้ใช้ชีวิตให้เต็มที่ไม่ว่าจะเป็นด้านมิตรภาพ ชีวิตคู่ การเลี้ยงลูก การทำงาน หรือกระทั่งงานอดิเรก นึกถึงสิ่งที่ต้องการมากที่สุดและตัดสินใจว่าสิ่งไหนบ้างที่คุณพร้อมใจยินยอมเสียสละทั้งเวลา เงิน โอกาส และความสัมพันธ์เพื่อให้มันไปสู่ความสำเร็จ การตัดสินใจจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมากหลังจากได้พูดคุยกับตัวเองอย่างตรงไปตรงมา

4. พัฒนาทักษะการแก้ไขปัญหาของตัวเอง

ไม่ว่าคุณจะระมัดระวังตัวแค่ไหน ก็ยังไม่วายที่ปัญหาจะเดินทางมาเจอคุณได้ ซึ่งการจัดการกับปัญหานี่แหละที่อาจจะสามารถพัฒนาคุณ หรืออาจจะลดทอนศักยภาพในตัวคุณก็ได้ หากคุณไม่เห็นมันเป็นโอกาสในการเติบโตทางความคิดและจุดประกายศักยภาพในตัวคุณ มันก็จะกลายเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางคุณแทนยังไงล่ะ
จงเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างสร้างสรรค์ อย่าปล่อยให้มันมาหยุดยั้งไม่ให้คุณก้าวไปข้างหน้า และค้นหาประโยชน์จากปัญหาเหล่านั้นให้พบ ความล้มเหลวมอบบทเรียนให้คุณได้มากกว่าความสำเร็จเสียอีกนะ

มาเริ่มกันเถอะ!

เรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจของศักยภาพในตัวมนุษย์คือมันสามารถเพิ่มพูนขึ้นได้ด้วยตัวของมันเองขอเพียงเริ่มต้น เหมือนกับที่ต้องอาศัยแรงผลักในตอนต้นเพื่อให้ลูกบอลหิมะกลิ้งลงเนินมาเรื่อยๆ ได้ด้วยพลังงานต่อเนื่องจากการเคลื่อนไหว
ลองนึกถึงผู้คนที่คุณเคารพนับถือดูสิ อะไรที่ทำให้คุณชื่นชมพวกเขา? บางทีอาจเป็นเพราะพวกเขารู้ดีว่าตนเองมีศักยภาพในตัวอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ผู้คนที่มีพลังงานแบบนี้มักจะดึงดูดให้คนอยากจะเข้าใกล้และเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่พวกเขาทำ
ดังนั้นแล้ว ในวันนี้คุณเองก็เลือกได้เช่นกันว่าจะนั่งอยู่เฉยๆ บนยอดเขาเอาแต่ครุ่นคิดถึงสิ่งที่อาจทำได้ หรือ จะผลักตัวเองให้กลิ้งลงยอดเขานั้นและจัดการกับทุกๆ อุปสรรคที่ขวางทางข้างหน้าดีล่ะ?

06 เมษายน 2560

10 เหตุผล ทำไมคนที่ชอบอ่านหนังสือ ถึงมีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้นำที่ดีกว่า?

10 เหตุผล ทำไมคนที่ชอบอ่านหนังสือ ถึงมีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้นำที่ดีกว่า?


การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจน้อยลง จากผลการสำรวจและสถิติต่างๆ ชี้ให้เห็นว่าการลดลงนี้นับเป็นพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะการขาดแคลนนักอ่านเท่ากับการขาดแคลนผู้นำ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยเพราะการอ่านหนังสือช่วยให้คุณค้นพบหนทางในการเป็นผู้นำที่ดีได้ ผู้นำที่มีชื่อเสียงมากมายหลายคนตั้งแต่ Steve Jobs ไปจนถึง Elon Musk ล้วนแล้วแต่มีส่วนร่วมในการรังสรรค์ผลงานทางสติปัญญามากมายส่วนหนึ่งเพราะพวกเขาเป็นนักอ่าน

พวกเขามีทักษะในการผูกสัมพันธ์ที่ดีกว่า

นักวิจัยหลายท่านกล่าวว่า การอ่านหนังสือส่งเสริมให้สมองพยายามที่จะเชื่อมโยงตัวผู้อ่านกับเหล่าตัวละครในหนังสือ ต่อให้เราห่างหายจากการอ่านหนังสือไปหลายวัน แต่สมองของเราก็จะยังคงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงตัวเรากับประสบการณ์และพฤติกรรมของตัวละครเหล่านั้นอยู่ การที่เราเชื่อมโยงกับตัวละครต่างๆ ในหนังสือ จะทำให้เราได้พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์และกลายเป็นคนที่ผูกสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ได้เก่งขึ้น

พวกเขามีคลังคำศัพท์ในสมอง

คนที่ชอบอ่านหนังสือจะมีโอกาสพัฒนาคำศัพท์ที่พวกเขารู้จักที่บ่งบอกถึงอารมณ์ต่างๆ ได้มากขึ้น การอ่านหนังสือให้มากขึ้นจะช่วยเปิดกว้างคำศัพท์ต่างๆต่อผู้อ่านมากขึ้น และด้วยความสามารถด้านคำศัพท์ที่ดีขึ้นนี้เอง คนๆ นั้นจะมีทักษะการสื่อสารที่ดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งช่วยได้มากในการแสดงออกทางความคิดและความต้องการ สิ่งนี้จะทำให้คุณสามารถแสดงความต้องการได้อย่างชัดเจน นำไปสู่การมีภาวะผู้นำที่ดีได้

พวกเขามีมุมมองที่กว้างไกล

แทนที่จะมองโลกเพียงแค่ในมุมที่เราต้องการจะรับรู้ นักอ่านจะมองโลกในแบบภาพรวม การอ่านจะช่วยให้คุณได้ท่องไปในที่ใหม่ๆ มีส่วนร่วมในหัวข้อสนทนาต่างๆ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่หลากหลาย การมีมุมมองที่กว้างไกลจะทำให้คุณไม่ติดอยู่กับเรื่องราวเดิมๆ ซ้ำๆ หรือความจริงเพียงด้านเดียว กลับกันคุณจะได้เห็นโลกราวกับเป็นสถานที่ๆ เต็มไปด้วยความท้าทายและความเป็นไปได้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

พวกเขารู้จักกับผู้คนมากมาย

ผู้คนชอบสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กับเหล่านักอ่าน เพราะว่าพวกเขามีความสามารถที่ดีในการเรียบเรียงประโยคพูดคุยด้วยคำศัพท์ที่หลากหลาย พวกเขามีความเข้าใจที่เฉียบแหลม และดูเป็นคนที่มีความรู้เมื่อต้องสนทนาด้วย ซึ่งการแลกเปลี่ยนความรู้และการสื่อสารกับผู้คนที่มีความสนใจคล้ายกัน จะเหมือนกับการกระตุ้นและขับเคลื่อนเหล่านักอ่านไปสู่การมีภาวะผู้นำมากขึ้นตามไปด้วย

พวกเขาผ่อนคลาย

ผลการศึกษาชี้ว่า การอ่านหนังสือช่วยลดความเครียดได้ เปรียบเทียบกับกิจกรรมลดความเครียดอย่างอื่น เช่น ฟังเพลงโปรด หรือดื่มชากาแฟสักแก้ว การอ่านหนังสือดูจะเป็นวิธีที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด เพราะมันช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและปลดปล่อยความตึงเครียดภายในเวลาไม่กี่นาที และด้วยลักษณะนิสัยที่สงบ นักอ่านจะเป็นคนที่คิดบวกและมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ซึ่งเหมาะที่จะเป็นผู้นำได้ดีกว่าใคร

พวกเขามีเรื่องให้ท้าทายความคิดเสมอ

ผลงานวิจัยชี้ว่านักอ่านคือเหล่าคนที่เป็นนักคิด นั่นก็เพราะว่าการอ่านช่วยเสริมสร้างความสามารถทางสติปัญญา ซึ่งทำให้เป็นคนมีเหตุมีผลและแก้ไขปัญหาได้ดี นอกจากนี้ยังเป็นที่สังเกตได้ว่า การอ่านเรื่องราวบางเรื่องที่ไม่ตรงกันกับความเห็นของเรา จะช่วยส่งผลต่อวิธีการคิดทั้งในเชิงสร้างสรรค์และความเป็นเหตุเป็นผลด้วย

พวกเขามีสิ่งที่ช่วยให้ระลึกถึงความหลัง

บางครั้งการอ่านหนังสือก็เหมือนกับการได้ส่องกระจกดูตัวเราเอง หนังสือบางเล่มช่วยให้คุณระลึกถึงสิ่งที่คุณเองก็รู้อยู่แล้ว การอ่านหนังสือช่วยกรองความคิดและการสังเกตสิ่งต่างๆ อีกทั้งยังทำให้คุณสามารถที่จะเก็บเกี่ยวแต่ข้อมูลที่สำคัญๆ ไว้ได้มั่นคงเสมอ

พวกเขามีพลังที่จะขับเคลื่อนตนเองไปสู่เป้าหมายมากกว่า

การอ่านหนังสือทำให้คุณรู้สึกกระปรี้กรถเปร่า คิดบวก และมีความมั่นใจมากขึ้น นักอ่านมักจะเป็นคนที่มีชีวิตชีวาและมีการตระหนักรู้ที่ดีกว่า ในการที่จะค้นพบหนทางต่างๆ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ การอ่านหนังสือจะทำให้กลายเป็นคนที่มีจิตใจที่มั่นคง เฉียบแหลม และมีความกระตือรือร้นมากขึ้นได้

พวกเขามีสมาธิที่ดีขึ้น

คนที่อ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ จะสามารถมีสมาธิจดจ่อกับงานในระยะยาวได้ เหล่านักอ่านตัวยงจะไม่ชอบอย่างมากเมื่อมีสิ่งใดมากรบกวน หรือเมื่อต้องวางหนังสือลง ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบของการเป็นนักอ่านที่ดี

พวกเขาเป็นนักจัดการเวลาที่ดี

การอ่านหนังสือสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา แทนที่จะมัวเอาแต่รอและทำตัวเรื่อยเปื่อย การอ่านกลับเป็นวิธีที่มีค่าที่จะช่วยให้เราจัดการเวลาและทำสิ่งต่างๆ ได้ลุล่วงมากขึ้น เพราะทุกๆ นาทีที่เสียไปสามารถนำมาใช้กับการอ่านหนังสือได้อย่างคุ้มค่า การรู้ซึ้งถึงคุณค่าของเวลานั้นมักพบได้บ่อยในเหล่าผู้นำ เพราะผู้นำทุกคนรู้ดีว่าเวลาคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตที่จะทำให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายได้

Source : lifehack

13 มีนาคม 2560

4 วิธีในการหาเวลาทำ “สิ่งที่คุณรัก”


วิธีที่จะกล่าวต่อไปนี้ ถูกพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถช่วยให้คุณมีเวลาเหลือพอสำหรับสิ่งที่รักได้ เช่น อ่านหนังสือ ได้ไปออกกำลังกาย ได้ดูหนังเรื่องโปรด หรืออะไรก็ตามที่คุณทำแล้วสุขใจ และนี่ก็คือ 4 เคล็ดลับที่ช่วยให้คุณมีเวลามากขึ้น และเหลือพอสำหรับสิ่งที่คุณรัก

1. เรียงลำดับความสำคัญ

เรียนรู้ที่จะให้สิ่งที่สำคัญมาก่อนเรื่องเร่งด่วน คนเรามักจะติดนิสัยตอบสนองต่อเรื่องเร่งด่วนแล้วปล่อยให้เรื่องสำคัญจริงๆ กลายเป็นเรื่องรอง คุณต้องควบคุมสถานการณ์ให้ได้ อย่าปล่อยให้มันควบคุมคุณ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญจะเป็นสิ่งที่ส่งผลดีต่อคุณในระยะยาว แต่ละวันลองถามตัวเองดูว่า นี่เราใช้เวลาอย่างคุ้มค่าพอแล้วหรือยัง? แล้วคุณจะแปลกใจว่าด้วยวิธีการนี้ คุณจะมีเวลาเหลือเฟือในการทำสิ่งที่ตัวเองชอบได้ด้วย

2. อย่าดินพอกหางหมู

ดินพอกหางหมูไม่ได้แปลว่าคุณไม่ทำอะไรเลย แต่คือคุณเพียงแค่เรียงลำดับความสำคัญผิดไปเท่านั้นเอง คุณเลือกที่จะทำอะไรง่ายๆ ก่อนอะไรที่ยากๆ ดังนั้นทางที่ดีคุณจึงควรฝึกตัวเองให้ใช้กำลังที่มีไปกับสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนเสมอ

3. พัฒนาความคิดให้เป็นระบบ

ระบบไม่ใช่แค่การที่คุณมีพื้นที่ทำงานอย่างมีระบบระเบียบเท่านั้น แต่มันคือการที่คุณวางแผนระบบความคิดให้โฟกัสกับสิ่งที่สำคัญเป็นหลัก ซึ่งก่อนอื่นคุณจะต้องทิ้งอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่สำคัญกับงานทิ้งไปให้หมด แล้วจากนั้นจึงหาวิธีในการทำงานแต่ละวันให้ลุล่วงไปได้เร็วที่สุดและให้ผลลัพธ์เหมาะสมที่สุด

4. หาผู้ช่วยหรือคนทำงานแทน

บางครั้งการที่เราไม่ให้ใครทำแทนนั้นก็อาจเกิดขึ้นจากการที่เราถือตัวมากไป โดยคุณอาจคิดว่าคุณทำงานได้ดีกว่าคนอื่น แต่การที่คุณเข้าใจว่าคุณควรพักและให้คนอื่นมาช่วยทำแทนบ้าง ก็จะช่วยแบ่งเบาภาระงานของคุณให้ลดลงได้ และคุณก็จะมีเวลาให้กับสิ่งที่รักได้มากขึ้นอีกด้วย

08 มีนาคม 2560

9 ทักษะที่คุณพึงมี เพื่อความสำเร็จในทุกสายอาชีพ


ความสำเร็จ เป็นสิ่งที่วัดผลได้จากหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะวัดจากขนาดของความสุข รายได้ ความสำเร็จในเรื่องชีวิตส่วนตัว หรือความสำเร็จในหน้าที่การงาน อย่างไรก็ตาม คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ไม่ว่าเป้าหมายจะแตกต่างกันเพียงใด ทุกคนกลับมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกันอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถช่วยนำพาพวกเขาไปสู่จุดสูงสุดในแต่ละสายอาชีพนั้นๆ
คุณอาจจะคิดว่าทักษะเหล่านี้ต้องมีมาแต่กำเนิด แต่แท้จริงแล้วเราทุกคนล้วนสามารถเรียนรู้กันได้ทั้งนั้น เรามาดูกันดีกว่าว่า ทักษะความสามารถที่คุณต้องมีเพื่อความสำเร็จในหน้าที่การงานนั้นมีอะไรบ้าง?

1.ทักษะการสื่อสาร (Communication skills)

คนประสบความสำเร็จมักทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี และเป็นนักสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ มีผู้จัดการจำนวนมากกล่าวว่า ทักษะนี้เป็นทักษะที่ทั้งพนักงานใหม่และพนักงานเก่ามีกันน้อยที่สุดเลยทีเดียว

2.การคิดวิเคราะห์

ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การแบ่งแยกความเห็น การแตกประเด็นปัญหา และการตั้งคำถามที่ดี ล้วนเป็นคุณลักษณะสำคัญที่เหล่าผู้นำและเหล่านักคิดทุกคนพึงมี มันเป็นทักษะที่มีคุณค่ามากแต่คนเรากลับไม่ค่อยให้ความสำคัญกันนัก อีกทั้งเป็นทักษะทีสามารถเรียนรู้กันได้ไม่ยากอีกด้วย

3.ทักษะในการเรียนรู้

คนที่ประสบความสำเร็จมักจะมีความอยากรู้อยากเห็นและชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ วิธีการเรียนรู้มีอยู่หลายรูปแบบ แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่รู้วิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตัวเอง เวลาที่อ่านหรือเรียนรู้เรื่องใดไปก็มักจะลืมความรู้นั้นไปหมดในไม่ช้า หรืออาจใช้เวลานานเกินไปในการจะซึมซับความรู้นั้นได้ ดังนั้นทางที่ดี การที่รู้ว่าตัวเองเหมาะสมกับการเรียนรู้รูปแบบไหน จึงเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยให้เราสามารถจดจำความรู้นั้นใด้ดีขึ้นได้

4.การใช้สื่อออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้สื่อออนไลน์เป็นสิ่งที่ช่วยในการพัฒนาทักษะทางอาชีพให้เร็วขึ้นได้ แต่คนส่วนใหญ่กลับใช้มันอย่างไม่คุ้มค่านัก ความรู้ใหม่ๆ โอกาสและงานใหม่ๆ ล้วนอยู่ใกล้ตัวเราแค่ปลายนิ้ว อยู่ที่เราว่าจะสามารถใช้สื่อออนไลน์เหล่านี้ให้เกิดประโยชน์กับการงานของเราได้มากน้อยแค่ไหน

5.มีความเป็นผู้นำ

การเป็นผู้จัดการที่ดีนั้น เราจะต้องสามารถสร้างความไว้วางใจและความสามัคคีภายในทีมให้ได้ เพราะบุคคลเหล่านี้แหละที่ทำให้บริษัทของคุณคงอยู่ได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่คุณต้องหมั่นสร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงานของคุณอยู่เสมอ การแสดงให้พวกเขาเห็นถึงวิสัยทัศน์อันชัดเจน และการบริหารคนอย่างมีประสิทธิผล

6.ทักษะการบัญชีเบื้องต้น

ไม่ว่าคุณจะทำงานฝ่ายบัญชีอยู่ตอนนี้หรือไม่ เราทุกคนก็ควรมีความรู้เกี่ยวกับการทำบัญชีเบื้องต้นเอาไว้ การที่คุณจะประสบความสำเร็จในการงานและการเงินได้นั้น สิ่งพื้นฐานที่ควรทำก่อนสิ่งอื่นสิ่งใดเลยก็คือ “การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย” คุณควรจะรู้เสียก่อนว่าเงินทุกบาทของคุณถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง รวมไปถึงการนำเงินที่มีเหล่านั้นไปลงทุนอย่างเหมาะสมด้วย

7.การบริหารเวลา

คนที่ประสบความสำเร็จจะให้ความสำคัญกับเวลาเป็นอันดับหนึ่ง และใช้มันให้เกิดประโยชน์มากที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับงานหรอกนะ เพราะคนที่จะสำเร็จได้นั้นจะต้องเข้าใจว่าการใช้พลังงานที่มีจนหมดไปล้วนไม่มีผลดีกับใครเลย นี่จึงเป็นเหตุผลที่พวกเขามักบริหารเวลาในการทำงานให้เกิดประสิทธิผลที่สุด และยังมีเวลาเหลือเฟือให้กับสิ่งที่ตัวเองรักด้วย

8.การทำงานเป็นทีม

คนที่ประสบความสำเร็จจะรู้วิธีการทำงานเป็นทีมให้มีประสิทธิภาพ นั่นหมายความว่าพวกเขารู้จักรับฟังผู้อื่น รู้จักต่อยอดความคิด และรู้จักการสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนในทีม เพื่อให้ผลลัพธ์ของงานออกมาดีที่สุด

9.การรับมือกับความเครียด

สำหรับคนที่อยากจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ความเครียดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราไม่อาจหนีพ้น ดังนั้นแล้ว คุณจะต้องรู้วิธีรับมือกับมันเพื่อไม่ให้มันมาดับความฝันคุณลงเสียก่อน

01 มีนาคม 2560

10 เคล็ดลับปรับวิธีคิดแบบฉบับ “ฉันทำได้!”


ความแตกต่างระหว่างคนประสบความสำเร็จกับคนเพ้อฝัน มันมีเพียงเส้นบางๆ กั้นอยู่เท่านั้น แล้วเส้นๆ นั้นมันคืออะไรกันแน่?
วิธีคิด หรือ ทัศนคติ ยังไงล่ะ เหล่าผู้คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมักมีทัศนคติ “ฉันทำได้” ซึ่งเป็นสิ่งที่คนพวกฝันกลางวันไม่มี การมีทัศนคติเช่นนี้ทำให้พวกเขาไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ แม้หนทางสู่ความสำเร็จจะลำบากแค่ไหน พวกเขาก็จะพยายามเต็มที่เพื่อผ่านพ้นมันไปให้ได้
และต่อไปนี้คือ 10 เคล็ดลับ เพื่อปรับวิธีคิดแบบ ฉันทำได้ ที่คุณสามารถทำตามได้อย่างแน่นอน

1. อย่ายอมแพ้อะไรง่ายๆ

เหล่าคนที่มีทัศนคติแบบ “ฉันทำได้” มักมีทางออกที่ดีสำหรับทุกๆปัญหาเสมอ ในขณะที่บางคน ไม่แม้แต่คิดจะก้าวขาออกไปเจอกับปัญหาด้วยซ้ำ นอกจากคนธรรมดาแล้ว เหล่าผู้นำทั้งหลายที่มีทัศนคติแบบ “ฉันทำได้” ต่างก็เอาชนะอุปสรรคไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ได้ด้วยความอุสาหะทั้งสิ้น

2. เลิกขี้ขลาด

คนที่มีทัศนคติแบบ “ฉันทำได้” ล้วนไม่ใช่คนขี้กลัวหรือขี้ขลาด พวกเขาจะคิดเสมอว่าพวกเขาต้องทำได้ หากรู้ว่าอะไรคือทางออกสำหรับปัญหา พวกเขาจะไม่รีรอและลงมือทำในทันที ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้พวกเขามักเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ได้

3. เลิกบ่น

คนที่มีทัศนคติแบบ “ฉันทำได้” ไม่ใช่พวกขี้บ่น เพราะพวกเขาตระหนักดีว่าการบ่นล้วนเป็นเรื่องที่เปล่าประโยชน์ และจะไม่มีทางเจียดเวลามาทำเรื่องแบบนี้แน่นอน เพราะเวลาเป็นสิ่งที่แสนจะมีค่า
“จงพอใจกับสิ่งที่คุณมีและเลิกบ่นเสียที เพราะนอกจากจะทำให้คนอื่นอึดอัด ยังเสียเวลาและเป็นสิ่งที่ไม่ก่อประโยชน์”– ZIGZIGLAR

4. นึกถึงใจเขาใจเรา

คนที่มีทัศนคติแบบ “ฉันทำได้” มักใส่ใจคนรอบข้างเสมอ ดังนั้นพวกจะพยายามมองปัญหาผ่านมุมมองของผู้อื่น เพื่อให้การตัดสินใจออกมาเป็นที่พึงพอใจมากที่สุด

5. หา Passion ให้เจอ

คนที่มีทัศนคติแบบ “ฉันทำได้” ไม่เคยรู้สึกเบื่อกับสิ่งที่ทำ เพราะพวกเขารู้ดีว่าควรจะหาแรงบันดาลใจได้จากที่ไหน จำไว้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จที่สุดไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด ร่ำรวยที่สุด หรือมีอำนาจมากที่สุด หากแต่เป็นคนที่รู้อยู่เต็มดวงใจว่าเขานั้นรักที่จะทำในสิ่งใดต่างหาก

6. ทำให้ได้มากกว่าที่ตั้งใจไว้

คนที่มีทัศนคติแบบ “ฉันทำได้” มักทำสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เพราะพวกเขาต่างตั้งความคาดหวังถึงผลลัพธ์ที่ได้จากตัวเองไว้สูงกว่าที่คนอื่นเสมอ ดังนั้นพวกเขาจะไม่หยุดพยายามหากยังทำได้ไม่เต็มที่

7. อย่ารีรอ

ในขณะที่คนอื่นเอาแต่กลัวและรอคอยโอกาส คนที่มีทัศนคติแบบ “ฉันทำได้” กลับเริ่มลงมือทำในทันที เนื่องจากพวกเขาตระหนักดีว่าเวลาที่พร้อมที่สุดนั้นไม่มีอยู่จริง ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายและความสำเร็จที่ตั้งไว้ให้เร็วที่สุด แล้วคุณล่ะ…รออะไรอยู่?

8. อย่ายึดติด

คนที่มีทัศนคติแบบ “ฉันทำได้” มักปรับตัวต่อสถานการณ์ใหม่ๆที่เข้ามา แม้จะเจอเรื่องราวที่ไม่คาดฝันแค่ไหน พวกเขาต่างก็สามารถผ่านมันไปได้ เพราะพวกเขามองโลกในแง่ดีและเปิดใจรับต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอนั่นเอง

9. บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

คนที่มีทัศนคติแบบ “ฉันทำได้” ไม่เพียงแค่ลงมือทำเท่านั้น แต่พวกเขาจะทำให้สำเร็จด้วย เพราะพวกเขาจะตั้งเป้าหมายและริเริ่มลงมือทำจนสำเร็จได้ด้วยตัวเขาเอง โดยที่ไม่ต้องมีใครมาคอยบอกคอยชี้นำ

10. มีความหวังกับสิ่งที่พยายาม

หากคุณพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้เป็นคนที่มีทัศนคติแบบ “ฉันทำได้” จงคาดหวังสิ่งที่จะได้รับกลับมาจากความเพียรพยายามนั้นอยู่เสมอ เพราะความมุ่งมั่นตั้งใจบวกกับความหวังที่มีต่อสิ่งนั้นล้วนเป็นกำลังสำคัญให้ท้ายที่สุดไม่ว่าอะไร คุณก็สามารถทำได้สำเร็จเสมอ และกลายเป็นคนที่มีทัศนติแบบ “ฉันทำได้” โดยไม่รู้ตัว

Source: success

27 กุมภาพันธ์ 2560

9 สิ่งที่ “คนมีความหลงใหล” มักทำแตกต่างจากคนทั่วไป


คุณเคยมี ความหลงใหล (Passion) กับอะไรบ้าง? ความหลงใหลไม่ใช่แค่เพียงสิ่งที่คุณทำอยู่หรอกนะ แต่มันคือตัวตนที่แท้จริงของคุณเอง เพราะมันทำให้คุณกระตือรือล้น รีบตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้า และพร้อมที่จะเริ่มต้นวันใหม่กับมัน
ดร. โรเบิร์ต วัลเลอแรนด์ จากมหาวิทยาลัย Quebec เป็นผู้ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องความหลงใหล เขายืนยันว่า ความหลงใหลเป็นสิ่งนิยามตัวตนของคนๆ นั้นได้ “ความหลงใหลคือการที่คนๆ หนึ่งรักในสิ่งที่เขาทำ สิ่งที่พวกเขาคิดว่าสำคัญ และอุทิศทั้งเวลา แรงกายแรงใจทั้งหมดให้กับมัน”
“ความหลงใหลนำมาซึ่งอัจฉริยภาพ” – กาลิเลโอ (Galileo)
ดร.วัลเลอแรนด์และทีมวิจัยอีกสองคนได้วิจัยผลการศึกษาจากนักดนตรีจำนวน 187 คน พบว่า คนที่มุ่งมั่นฝึกฝนเพื่อให้การแสดงของตนสมบูรณ์แบบ หรือที่เขาเรียกว่า “ความชำนาญ” จะสามารถพัฒนาทักษะของตนได้มากกว่าคนที่มุ่งมั่นเพียงเพื่อจะเก่งกว่านัก ดนตรีคนอื่นๆ ดังนั้น หากคุณมีความหลงใหลในสิ่งใดแล้ว คุณจงมุ่งมั่นเพื่อพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่แข่งขันกับคนอื่น
แล้วสงสัยกันไหมว่าความหลงใหลที่ว่านี้มันมีหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่? วิธีที่ดีในการทำความเข้าใจมันก็คือ การเรียนรู้ว่าผู้คนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหลงใหลนั้นมักทำอะไรที่แตกต่าง จากคนทั่วไปบ้าง ถ้าอยากรู้แล้วล่ะก็ เราไปชมกันเลย!

1. พวกเขาหมกมุ่น

พวกเขาจะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง ไม่ใช่ในแบบโรคย้ำคิดย้ำทำ(OCD) แต่เป็นความหมกมุ่นในเชิงบวก เป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า “จงทำในสิ่งที่คุณรัก  แล้วคุณจะไม่รู้สึกว่าชีวิตนี้ต้องเหนื่อยกับการทำงานอีกเลย”
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม พวกเขาจะวนเวียนคิดถึงสิ่งที่ตนเองหลงใหลอยู่เสมอ ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกกดดันหรือหนักใจ แต่เป็นความตื่นเต้นต่างหาก เพราะการหมกมุ่นสามารถสร้างแรงบันดาลใจและทำให้พวกเขามีความสุขได้

2. พวกเขาไม่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

คุณไม่มีทางได้พบคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหลงใหลมาเดินเตร็ดเตร่เล่นโป เกมอนโกข้างถนนหรอก เพราะพวกเขาไม่มีเวลาพอที่จะทำอะไรไร้สาระหรือฆ่าเวลาอย่างแน่นอน พวกเขาแทบจะทุ่มเทเวลาทุกนาทีไปกับสิ่งที่หลงใหล และมันก็คงไม่มีอะไรที่เขาจะอยากทำไปกว่านี้อีกแล้ว

3. พวกเขามองโลกในแง่ดี

ผู้คนเหล่านี้จะจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เป็นไปได้มากกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ พวกเขาไล่ตามเป้าหมายใหม่ๆ ของตัวเองอยู่เสมอ ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะต้องทำให้สำเร็จได้อย่างแน่นอน คุณคงจะจำความรู้สึกเวลากำลังเฝ้ารอสิ่งที่สำคัญมากๆ ได้ใช่ไหม? นั่นแหละคือสิ่งที่ผู้คนเหล่านี้กำลังรู้สึกอยู่ทุกๆ วัน

4. พวกเขาเป็นคนตื่นแต่เช้า

ผู้คนที่เต็มเปี่ยมด้วยความหลงใหลจะกระตือรือร้นเกินกว่าจะเสียเวลาไปกับ การนอนหลับ ไม่ได้แปลว่าพวกเขาไม่ชอบการนอนนะ แต่พวกเขาเพียงแค่อยากลุกไปทำสิ่งที่ตัวเองรักมากกว่า เพราะมันเต็มไปด้วยความคิดและความตื่นเต้นที่กำลังรออยู่ตรงหน้ายังไงล่ะ

5. พวกเขากล้าที่จะเสี่ยงในเรื่องสำคัญ

หากอยากรู้ว่าตัวเองต้องการบางสิ่งบางอย่างมากขนาดไหนนั้น ให้ดูจากการที่คุณเต็มใจจะเสี่ยงมากแค่ไหนนั่นเอง ไม่มีใครยอมทุ่มเทให้หมดหน้าตักเพื่อให้ได้สิ่งที่สนใจแค่ครึ่งๆ กลางๆ หรอก สำหรับผู้คนที่เต็มไปด้วยความหลงใหล พวกเขาย่อมเต็มใจเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง ไม่ว่าผลจะเป็นยังไงก็ตาม

6. พวกเขามักทำอะไรให้มันสุดๆ

พวกเขาไม่ทำอะไรแบบครึ่งๆ กลางๆ ถ้าจะทำอะไรจะต้องไปให้สุดจนกว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็พุ่งชนให้ล้มกันไปข้าง หนึ่ง และถ้าเป็นเวลาพักผ่อน พวกเขาก็จะอยู่เฉยๆ ผ่อนคลายให้สุดๆ เช่นกัน

7. พวกเขามักพูดคุยในเรื่องที่ตนเองหลงใหลอยู่ตลอดเวลา

ผู้คนเหล่านี้ไม่สามารถแยกตัวเองออกจากสิ่งที่หลงใหลได้ พวกเขามักจะคลุกคลีอยู่กับเรื่องความชอบของตัวเองอยู่ตลอดเวลา และมักจะพูดในสิ่งที่หลงใหลอยู่เป็นประจำ ถึงแม้ว่าคนอื่นอาจจะไม่สนใจด้วยก็ตาม

8. พวกเขาตื่นเต้นง่าย

ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยรู้สึกเฉยๆ หรืออยู่นิ่งๆ บ้างหรอกนะ เพียงแค่พวกเขาตื่นเต้นได้แม้กับเรื่องเล็กๆ ในสิ่งที่พวกเขาสนใจ เพราะงั้นก็เลยตื่นเต้นได้บ่อยและนานกว่าคนอื่นๆ มีทฤษฎีหนึ่ง อธิบายว่าคนประเภทนี้มักทุ่มเทพลังทั้งหมดให้กับหนึ่งหรือสองสิ่งเพียงแค่ เท่านั้น จึงมีแรงผลักดันให้พวกเขาก้าวหน้าและมีความตื่นเต้นพลุ่งพล่านในตัวมากกว่า คนอื่น

9. งานคือทุกสิ่งทุกอย่างของพวกเขา

ผู้คนที่หลงใหลในงานของตน ไม่เคยกังวลเรื่องสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน เพราะงานก็คือตัวตนของพวกเขา และไม่อาจแยกออกจากกันได้ หายใจเข้าออกก็เป็นงานที่พวกเขารัก ดังนั้นจึงไม่มีการทิ้งงานค้างเอาไว้เด็ดขาด เพราะการทำอย่างนั้นก็เท่ากับว่าปฏิเสธตัวตนของตัวเองเลยทีเดียว แล้วการใช้ชีวิตแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่โอเคสำหรับพวกเขาด้วยนะ เพราะไม่มีอะไรที่อยากทำนอกจากงานเหล่านี้ที่พวกเขารักแล้วจริงๆ

ตอนนี้เราก็ได้รู้แล้วว่าอะไรที่ทำให้ผู้คนที่มีความหลงใหลนั้นแตกต่างจากคนอื่น แล้วคุณล่ะ!? คิดว่าในชีวิตตัวเองมีความหลงใหลกับสิ่งที่ทำมากพอแล้วหรือยัง?

Source : talentsmart