16 ธันวาคม 2559

4 วิธีสร้าง “ทัศนคติที่ดี” แม้ในยามที่คุณต้องเผชิญกับความเครียด

ในช่วงชีวิตที่กำลังดำเนินอยู่ เรามักจะพบเรื่องราวบางเรื่องที่ท้าทายและยากจะฟันฝ่ามันไปได้ บางครั้งก็เป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเรียนรู้ที่จะจัดการกับความเครียดและสร้างทัศนคติที่ดีเวลาเผชิญความท้าทายต่างๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สามารถช่วยทำให้ชีวิตคุณสามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้
จะเห็นได้ว่า ความสำเร็จมากมายที่เกิดขึ้นทั้งจากตัวเราและผู้อื่น มักมาจากการมีทัศนคติและการมองโลกในแง่ดีทั้งนั้น ซึ่งหนึ่งในคุณลักษณะที่เป็นตัวอย่างที่ดีในสังคมเราก็อย่างเช่น การรู้จักเรียนรู้และยอมรับกับความล้มเหลว ว่ามันเป็นเพียงเหตุสุดวิสัยและเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้เสมอ การเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันและก้าวผ่านมันไปให้ได้เป็นเรื่องที่สำคัญกว่า
เวลาที่เรารู้สึกผิดหวังหรือล้มเหลวขึ้นมา หรือ สิ่งที่เราหวังไว้ไม่ได้ดั่งใจ มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่คนเราจะต้องรู้สึกผิดหวังเสียใจ แต่อย่างไรก็ตาม เราจะพบว่าสิ่งเหล่านั้นมักไม่จีรังยั่งยืนนักหรอก เมื่อเวลาผ่านไป มันก็จะค่อยๆ เลือนหายไปได้เอง

การจัดการกับความเครียดด้วยการคิดบวก

คนที่คิดบวกหรือมองโลกในแง่ดีนั้น มักจะมีวิธีในการทำให้ตนเองสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ยาก ๆ ไปได้ โดยพวกเขามักจัดการกับสิ่งเหล่านี้อย่างรวดเร็ว และคิดไว้เสมอว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่นานก็จะผ่านไป สิ่งที่พบเจอมามันก็เป็นแค่เรื่องชั่วคราว
บางครั้งอาจดูเหมือนว่าคนคิดบวกมักทำอะไร ๆ ก็ดีไปเสียทุกอย่าง แต่แท้จริงแล้วพวกเขาเพียงแค่มีวิธีคิดที่ดีและมีวิธีจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้นได้ดีต่างหากล่ะ แน่นอนว่ามันก็ขึ้นอยู่กับจิตใต้สำนึกของคุณเองด้วย ถ้าคุณคิดแบบไหนคุณก็จะเป็นคนแบบนั้น หากคุณชอบคิดบวก คุณก็จะเป็นคนมีทัศนคติและอารมณ์เป็นไปในเชิงบวก แต่หากคุณชอบคิดลบ คุณก็มักจะถูกดึงเข้าหาสถานการณ์แย่ ๆ อยู่เสมอนั่นเอง
ดังนั้น ความคิดและความรู้สึกของเรา จึงส่งผลอย่างมากต่อการกระทำและการแสดงออกของเรา เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเป็นคนชอบคิดบวก คุณจะกลายเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และเริ่มที่จะทำสิ่งต่างๆ ให้บรรลุเป้าหมายได้ดีขึ้น แถมเร็วขึ้นด้วย

เปลี่ยนคำพูดลบๆ ให้กลายเป็นบวกดูสิ

เริ่มต้นด้วยวิธีการที่คุณมักพูดกับตัวเองเวลาที่เจอ “ปัญหา” ให้คุณลองเปลี่ยนคำพูดแง่ลบนี้ให้กลายเป็นคำพูดในแง่บวกดู ด้วย 3 คำง่ายๆ ดังนี้

1. สถานการณ์

แทนที่จะใช้คำว่า “ปัญหา” ลองให้คุณหันมาใช้คำว่า “สถานการณ์” ดูบ้าง
เพราะคำว่าปัญหา มันคล้ายกับสิ่งที่คุณจะต้องพบเจออยู่เรื่อย ๆ แต่หากลองเปลี่ยนมาใช้คำว่าสถานการณ์ คุณจะรู้สึกว่าสิ่งที่คุณเจออยู่นี้ อีกไม่นานมันก็จะต้องผ่านพ้นไป

2. ท้าทาย

จะดีกว่าไหมถ้าจะใช้คำว่า ท้าทาย แทนคำว่า ยาก
อย่างเวลาที่คุณพบเจอกับปัญหาที่ยากจะแก้ไข หรือสิ่งที่ยากลำบาก แค่ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ มองความยากลำบากให้เป็นเรื่องที่ท้าทาย แล้วต่อสู้กับมัน เปลี่ยนจาก “ฉันกำลังมีปัญหาที่ยากจะแก้ไข”  กลายมาเป็น “ฉันกำลังมีเรื่องที่ท้าทายต้องเผชิญ” การท้าทายสิ่งที่ยากลำบาก ล้วนเป็นการคิดบวกที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะมันทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นและมีกำลังใจมากขึ้นกว่าเดิมด้วย

3. โอกาส

และคำที่ดีที่สุดที่ควรใช้เมื่อเจอกับ ปัญหา ก็คือคำว่า  “โอกาส”
เวลาที่คุณเจอกับสิ่งที่ยากลำบาก แทนที่คุณจะพูดว่า “ฉันกำลังเผชิญกับปัญหา”  ลองเปลี่ยนมาพูดว่า “ฉันกำลังเผชิญกับโอกาสที่คาดไม่ถึง”
คุณคงสงสัยว่าโอกาสมันเกี่ยวอะไร? คำตอบก็คือ “ปัญหา” ก็เปรียบเหมือนโอกาสที่คุณจะได้พบเจอกับบทเรียนอันล้ำค่าและหาไม่ได้จากที่ไหนแล้วยังไงล่ะ โดยมีเพียงคุณเท่านั้นที่ได้รับโอกาสพิเศษนี้ เห็นไหมว่าแค่เปลี่ยนวิธีคิดชีวิตก็เปลี่ยนแล้ว!

4 แนวคิดดีๆ ในการจัดการความเครียด

และนี่ก็คือแนวคิดดีๆ ทั้ง 4 แบบ ที่ช่วยให้คุณสามารถจัดการกับความเครียดและมีทัศนคติที่ดีขึ้นได้

1. ก้าวข้ามปัญหาด้วยการคิดบวก

อันดับแรกเมื่อคุณพบเจอปัญหาหรือความยากลำบากที่ต้องเผชิญ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม อย่าให้ปัญหาเหล่านั้นฉุดคุณลงเด็ดขาด คุณต้องพยายามแก้ไขมันไปเรื่อยๆ แล้วคุณจะพบว่าปัญหาอันตึงเครียดนั้นจะค่อยๆ คลายลง และทำให้คุณมีมุมมองเชิงบวกต่อปัญหานั้นมากขึ้น ขอเพียงแค่หายใจเข้าลึกๆ ผ่อนคลายตนเอง แล้วมองหาแต่สิ่งดี ๆ เข้าไว้

2. พูดสิ่งดีๆ กับตัวเอง

ต่อมาให้ขจัดความคิดแง่ลบหรืออารมณที่ไม่ค่อยดีของคุณ ด้วยการพูดสิ่งดี ๆ กับตัวเอง ไม่วาจะพูดในใจ หรือพูดมันออกมาดัง ๆ ก็ตาม เช่น “ฉันทำได้ ฉันยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว”  หรือเวลาเข้างานก็อาจพูดกับตัวเองว่า “ฉันชอบในสิ่งที่ฉันเป็น และฉันรักงานที่ฉันทำ!”
จากความสัมพันธ์ระหว่างความคิดและการแสดงออก เมื่อใดที่คุณชื่นชมตัวเองบ่อยๆ มันจะเริ่มเข้าไปในจิตใต้สำนึกของคุณ แล้วจึงค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งในบุคคลิกภาพของคุณในที่สุด

3. เป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะแกร่งขึ้นได้โดยไม่พบเจออุปสรรค

จงจำไว้เลยว่า มันเป็นไปไม่ได้เลยที่คนเราจะพัฒนาตนเองและเติบโตขึ้นจนประสบผลสำเร็จ โดยที่ไม่พบเจอกับอุปสรรคใด ๆ เลย
คุณต้องรู้จักที่จะฝึกจัดการกับความเครียดและก้าวข้ามอุปสรรคยาก ๆ ไปให้ได้ ด้วยการเปิดใจยอมรับมันเข้ามา แล้วจึงมองหาสิ่งดี ๆ ที่แฝงอยู่ในอุปสรรคที่คุณกำลังเผชิญ

4. จงก้าวไปข้างหน้า เพื่อเป้าหมายและความฝันของคุณ

ข้อสุดท้าย จงบอกกับตัวเองเสมอว่า อุปสรรคที่คุณกำลังเผชิญอยู่นี้ ล้วนเป็นสิ่งที่คุณต้องก้าวข้ามไปให้ได้ เพื่อที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่แท้จริงของคุณ และเมื่อไหร่ที่พบเจอกับความล้มเหลว จงให้กำลังใจตัวเองเสมอว่า “ฉันเชื่อว่าทุกอุปสรรคยากๆ ล้วนมอบผลลัพท์อันยอดเยี่ยมให้กับฉันเสมอ”
การฝึกตัวเองให้เป็นคนที่คิดบวกอยู่เสมอ จะช่วยให้คุณเป็นคนที่มีทัศนคติที่ดีต่อปัญหาอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา และทำให้คุณได้มองว่า ทุกความผิดพลาดล้วนเป็นโอกาสที่จะทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้นได้ ที่สำคัญไปกว่านั้น ยิ่งคุณมีพลังบวกในใจมากเท่าไหร่ คนรอบข้างคุณก็จะยิ่งได้รับพลังบวกเหล่านั้นจากคุณไปด้วยเช่นกัน

Source : Entrepreneur

03 ธันวาคม 2559

5 วิธีคิด กำจัด “ความวิตกกังวล” ของคุณอย่างได้ผล



เวลาคนเราได้ยินคำว่า วิตกกังวล มักจะนึกถึงเรื่องจำพวก การขึ้นแสดงบนเวที การกล่าวสุนทรพจน์ การยิงจุดโทษ หรือแม้แต่เรื่องการมีเซ็กซ์ ความรู้สึกวิตกกังวล มันสามารถส่งผลเสียกับงานนั้น ๆ ที่คุณทำอยู่ได้ ยกตัวอย่างเช่น การขึ้นไปพูดบนเวที ที่มีสายตานับร้อยจ้องมองมาที่คุณ ทั้ง ๆ ที่คุณเตรียมบทพูดมาอย่างดีแล้ว แต่พอคุณก้าวขึ้นไปบนเวทีคุณกลับรู้สึกวิตกกังวล ถึงมันจะเป็นความรู้สึกเพียงไม่กี่วินาที แต่มันก็สามารถทำให้คุณเสียสมาธิไปกับการพูดได้
pupils-school-children-red-scarf-159671
ทุกคนในโลกล้วนต้องเคยรู้สึกวิตกกังวลกันทั้งนั้น บางคนปล่อยให้ความวิตกกังวลกลืนกินจนส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต สุขภาพร่างกาย ชีวิตการงาน เพื่อนฝูง และครอบครัว แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้วิธีรับมือกับความวิตกกังวลอย่างชาญฉลาด แล้วคนกลุ่มนี้เขามีเทคนิคอย่างไรรึ? หากคุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนวิตกกังวลเกินไป 5 แนวคิดต่อไปนี้จะช่วยให้คุณจัดการกับความวิตกกังวลอย่างได้ผล

1. อย่าผูกคุณค่าของคุณไว้กับผลลัพท์

ถ้าหากคุณเป็นคนที่มักจะตีคุณค่าของตัวเองจากผลลัพท์ของสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ ให้เลิกซะเถอะ เพราะคุณมีคุณค่ากว่านั้นมาก

2. กล้าเผชิญหน้ากับความรู้สึก

รู้สึกกลัว รู้สึกน่าสมเพช รู้สึกอาย ล้วนแล้วแต่เป็นความรู้สึกที่ใคร ๆ ก็ต้องเคย กล้าเผชิญหน้ากับความรู้สึกเหล่านี้สิ และจงเชื่อว่า ต่อให้คุณรู้สึกกลัว รู้สึกน่าสมเพช หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่คุณก็ยังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม
เพียงกล้าเปิดใจยอมรับความรู้สึกแย่ ๆ เหล่านี้ เพราะยิ่งคุณต่อต้านความรู้สึกของตัวเองเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้คุณรู้สึกวิตกกังวล

3. เชื่อในศักยภาพของตนเอง

อย่าด่วนตัดสินใจหลีกเลี่ยงงานหรือสถานการณ์ที่คุณมักรู้สึกว่า มันไม่เหมาะกับคุณ หรือ คุณไม่สามารถทำมันได้หรอก เพราะการกลัวสื่งที่ไม่รู้ มันจะทำให้คุณไม่รู้ไปตลอด
จงเชื่อในศักยภาพของตัวเอง แล้วให้ลองคิดว่า ดีเสียอีกที่จะได้เรียนรู้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และได้รับประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น

4. การจัดลำดับความสำคัญ

วางแผน
หลายคนตัดสินใจเลือกทำงานที่ชอบและง่ายก่อนเป็นอันดับต้น ๆ แล้วเก็บงานที่ไม่ชอบไว้ทำตอนท้าย ๆ คุณจะตกอยู่ในวงโคจรของสิ่งที่ไม่ชอบต่อไปเรื่อย ๆ และก่อนิสัยผลัดวันประกันพรุ่งให้กับตัวเอง
ลองเปลี่ยนมาเป็น เริ่มทำงานชิ้นที่คุณไม่ชอบก่อนในตอนเช้าของวัน เพราะช่วงเช้าเป็นช่วงที่คุณยังกำลังสดชื่น และมีพลัง สมองทำงานได้อย่างเต็มที่ ทั้งยังช่วยให้คุณไม่ต้องรู้สึกหนื่อยหน่ายกับงานยาก ๆ ที่กองตั้งไว้ตลอดทั้งวัน

5. จงมีสัจจะ และความรับผิดชอบ

โอบาม่า
สองสิ่งนี้สำคัญมากสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับคนอื่น และการทำงานเป็นทีม หากคุณขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป ความเชื่อมั่นในตัวคุณ ทั้งจากผู้อื่นและจากตัวเองก็จะลดน้อยลง จนในที่สุดคุณก็จะกลายเป็นจุดอ่อนของทีม จงเป็นคนรักษาคำพูดและรับผิดชอบในหน้าที่การงาน

Source : Inc

01 ธันวาคม 2559

10 แนวคิดดี ๆ ในการสร้างตัวให้กลายเป็นเศรษฐีเงินล้าน


การจะสร้างเนื้อสร้างตัวให้เติบโตเป็นเศรษฐีเงินล้านได้นั้น แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงอย่างนั้น ผู้ที่เคยผ่านจุดที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จมาแล้ว ขั้นตอนที่ไปสู่จุดนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ ขอเพียงทำตามกฎและคำแนะนำต่าง ๆ ที่มีการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยปั้นมืออาชีพมาได้ ถ้าหากคุณมีความตั้งใจที่จะประสบความสำเร็จในฐานะเศรษฐีเงินล้านคนหนึ่งล่ะก็ แนวคิดที่กำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเพิกเฉยเลยทีเดียว

1. ทำทุกอย่างให้เป็นการแข่งขัน

ทำงาน
ถ้าลองได้ถามเศรษฐีผู้สร้างฐานะขึ้นมาเองกับมือว่า อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาตัดสินใจก้าวเข้ามาสู่เส้นทางนี้ แน่นอนว่าคำตอบส่วนใหญ่ของพวกเขาจะไม่ใช่ “เพื่อสร้างเงินล้าน” แน่ ๆ เนื่องจากสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้คนเหล่านี้ มักจะเป็นเรื่องราวของการตามล่าความฝันของตัวเอง จนกระทั่งก้าวไปสู่ในจุดที่เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จในแบบฉบับของพวกเขานั่นเอง

2. ไม่นิ่งนอนใจ

ต่อให้ปีนขึ้นไปถึงจุดที่สูงสุดในชีวิต ก็ไม่ควรจะหยุดคิดว่า “เอาล่ะ! เท่านี้ก็พอแล้ว หยุดพักงานได้!” เพราะถึงแม้คุณจะทำเงินล้านได้แล้ว ก็ใช่ว่าจะเงินทองจะไม่หายไป ดังนั้นอย่าได้นิ่งนอนใจไป คุณควรตั้งเป้าหมายใหม่อีกครั้ง เพื่อสร้างชีวิตที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

3. เรียนรู้ให้มาก ทำงานให้หนักกว่าใครๆ

เรียนรู้
ต่อคุณให้มีพรสวรรค์สูงเทียมฟ้า หรือจะเก่งกล้ามาจากไหน คุณก็ไม่มีทางไปถึงฝั่งฝันได้หากคุณไม่ยอมไขว่คว้าหาความรู้และมุ่งมั่นตั้งใจทำงานอย่างหนัก กล่าวคือ การจะเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จได้นั้น ยังไงก็ต้องผ่านถนนแห่งความสุดแสนลำบากยากทนไปให้ได้เสียก่อน

4. ให้ความผิดพลาดเป็นบทเรียน

ชีวิตกับความผิดพลาดเป็นของคู่กัน วันหนึ่งวันใดยังไงก็ต้องมีพลาดมีล้มกันบ้าง ประเด็นคือ ถ้าล้มให้เป็นก็จะมองเห็นความสำเร็จได้ไม่ยาก หากว่าล้มขึ้นมา อย่าได้สิ้นหวังหรือตีอกชกตัวไป ให้ พิจารณาความล้มเหลวนั้น แล้วเรียนรู้จากปัญหาว่าเพราะเหตุใดถึงได้พลั้งพลาด ปัดความเศร้าทิ้งไปแล้วลุกขึ้นเดินใหม่อย่างสง่างามจะดีกว่า

5. อ่านหนังสือทุกวันอย่างสม่ำเสมอ

หนังสือ
จะกล่าวขานสรรพคุณของการอ่านอย่างไรก็คงไม่มีวันหมด บอกได้เพียงว่า ขอให้อ่านทุกเวลาที่มีโอกาส อย่าได้ละทิ้งการอ่านไป หรือหาเรื่องราวน่าสนใจใหม่ ๆ มาอ่าน จะได้ตื่นตัวตามยุคตามสมัยให้ทัน เพราะการเปลี่ยนแปลงมักเกิดขึ้นอย่างลับ ๆ และฉับพลันชั่วพริบตาเสมอ หากยังคุณยังมองหาหนังสือดี ๆ อ่านไม่ได้ ทางทีมงานประสบความสำเร็จได้รวบรวมไว้ให้แล้วใน 10 หนังสือน่าอ่าน ที่จะช่วยส่งเสริมให้คุณประสบความสำเร็จในชีวิต

6. รักษาสุขภาพกายและจิตใจให้ดี

การออกกำลังกายและฝึกฝนจิตใจให้มีสุขภาพที่ดีเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการประสบความสำเร็จเลยก็ว่าได้ อย่าลืมออกกำลังกายให้เป็นประจำและสม่ำเสมอ ทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ โดยไม่ลืมการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอด้วยนะ

7. ใกล้ชิดกับคนที่ฝักใฝ่ความสำเร็จคล้ายๆ กับคุณ

ทีม-เพื่อน
การคบค้าสมาคมกับผู้คนบางประเภทอาจส่งผลเสียต่อคุณได้อย่างคาดไม่ถึง อย่าลืมเหลียวซ้ายแลขวา ดูให้แน่ใจว่าผู้คนรอบ ๆ ต่างมีความคิดเห็นหรือเป้าหมายใกล้เคียงกัน ได้รับแรงบันดาลใจและฝักใฝ่ในการไปสู่ความสำเร็จแบบเดียวกับคุณ เนื่องจากการอยู่กับผู้คนที่มีความตั้งใจเหมือนกันจะช่วยเป็นแรงผลักดันและสร้างความมุ่งมั่นได้อย่างดีเยี่ยม พยายามหลีกเลี่ยงบุคคลที่ไม่ค่อยเอาการเอางาน เพราะผู้ที่ดีแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ นั้นจะไม่ช่วยพาคุณไปถึงฝันอย่างแน่นอน

8. ตั้งตนเป็นผู้ให้ ดูแลใส่ใจคนที่รัก

ก่อนหน้านี้พูดถึงการดูแลสุขภาพกายและใจของตนเองไปแล้ว แต่ก็ยังไม่แคล้วต้องห่วงสุขภาพจิตเสียบ้าง อย่าได้ละเลยโลกใบเล็กที่หมุนเวียนวนอยู่รอบตนเอง เพราะยังมีคนอีกมากที่อาจต้องการความช่วยเหลือ ที่สำคัญคืออย่าลืมใส่ใจดูแลคนที่รักให้ดี เพราะชีวิตที่ประสบความสำเร็จจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อได้มีความสุขไปพร้อมๆ กับคนที่รักเท่านั้น หรืออาจจะบริจาคสิ่งของแก่ผู้ยากไร้ที่ต้องการการหยิบยื่นโอกาสให้ รับรองว่าจะช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองรวมถึงพื้นฐานความคิดในการทำงานไปในทางที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

9. ทำตนให้ซื่อสัตย์และโปร่งใส

การโกหกตลบแตลงไม่เคยพาใครไปสู่ฝั่งฝัน ดังนั้น ขอให้ยึดมั่นกับความซื่อสัตย์ ซื่อตรง และโปร่งใสไว้เสมอ แม้จะฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่กลับเป็นข้อปฏิบัติที่สำคัญหาใดเปรียบ เนื่องจากมันจะนำไปสู่การเป็นผู้ประสบความสำเร็จอย่างมืออาชีพในระยะยาว

10. มองการณ์ไกล มากกว่าใฝ่ ผลระยะสั้น

แผนที่
ผู้คนส่วนใหญ่มักให้ความสนใจกับความสำเร็จระยะสั้นไว้ก่อน เช่นว่า “ฉันอยากจะมีเงินเท่านั้นเท่านี้ภายในปีหน้า” แต่อย่าลืมว่าสิ่งสำคัญกว่า ก็คือการให้มองภาพรวมใหญ่ ๆ ไว้ด้วย วาดภาพเลยว่าอยากจะให้ทั้งชีวิตออกมาแบบไหน เนื่องจากเป้าหมายระยะยาวนั้นสามารถเป็นแรงผลักดันให้ใครต่อใครก้าวไปสู่จุดที่จะรู้สึกพึงพอใจอย่างแท้จริง รวมถึงสามารถก่อร่างสร้างสิ่งที่เป็นความสำเร็จครั้งใหญ่แก่ชีวิตและครอบครัวได้
เป็นเรื่องแน่นอนที่ระหว่างทางในการสร้างตัวสร้างตนให้เป็นมหาเศรษฐีเงินล้านนั้น จะต้องประสบพบเจอกับอุปสรรคนานัปการ แต่หากว่าสามารถทำตามข้อแนะนำเหล่านี้ได้ ในขณะเดียวกันก็หมั่นเรียนรู้จากความสำเร็จของนักล่าฝันคนอื่น ๆ ล่ะก็ รับรองว่าคุณจะมีอาวุธยุทโธปกรณ์พร้อมสรรพไว้เตรียมรับมือกับปัญหาต่าง ๆ และพาตัวเองไปถึงเป้าหมายเงินล้านได้อย่างที่คาดไว้แน่นอน
Source : Entrepreneur