04 พฤษภาคม 2560

4 วิธีที่ช่วยดึง ‘ศักยภาพอันน่าทึ่ง’ ในตัวคุณออกมา




“เราทุกคนล้วนมีเมล็ดพันธุ์แห่งศักยภาพอยู่ในตัว แต่น้อยคนนักที่จะดูแลจนมันเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ได้” — JOHN C. MAXWELL
คุณเคยดูฉากในการ์ตูนที่มีลูกบอลหิมะตั้งหมิ่นเหม่อยู่บนยอดเนินเขาไหม? แน่นอนว่าสักพักมันจะค่อยๆ กลิ้งลงเนิน จากช้าๆ ก็เริ่มเร็วและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ  กลิ้งทับทุกอย่างที่ขวางหน้า
มีผู้คนมากมายที่เปรียบเสมือนลูกบอลหิมะบนยอดเขานั้น พวกเขาเต็มไปด้วยศักยภาพอันน่าเหลือเชื่อ แต่บ่อยครั้งที่กลับอยู่นิ่งเฉย ไม่ยอมผลักดันตัวเองลงไปซักที ศักยภาพที่อยู่ภายในตัวพวกเขาจึงสูญเปล่าเพราะไม่ถูกดึงมาใช้แม้แต่น้อย
ดังนั้น เรามาดูกันว่า 4 วิธีที่จะช่วยดึง ศักยภาพอันน่าทึ่ง ที่ซ่อนในตัวคุณออกมามีอะไรบ้าง

1. ตัดสินใจไปเลย อย่าเอาแต่ลังเล!

ยิ่งมีตัวเลือกมาก ก็ยิ่งเลือกยาก ภาวะนี้เรียกกันว่า Analysis-paralysis ซึ่งจะเกิดกับหลายๆ คนที่พอต้องเผชิญกับตัวเลือกมากมาย ก็จะชะงักไป ไม่สามารถตัดสินเลือกอะไรได้
ในตัวเราทุกคนล้วนมีเสียงที่คอยนำทางการตัดสินใจ จงสดับฟังและเชื่อในเสียงนั้น การเริ่มต้นทำอะไรบางอย่างก็เหมือนการอาศัยแรงดุนให้ลูกบอลหิมะเริ่มกลิ้งลงเนินไปนั่นเอง
แม้ว่าสิ่งที่คุณเลือกอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่ถือว่าก้าวหน้ากว่าการเอาแต่นั่งจมจ่อมอยู่อย่างนั้น และจำไว้ว่าระหว่างการเดินทาง คุณก็ยังสามารถจะปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือจุดหมายปลายทางได้ทุกเมื่อ

2. อย่าเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

ในหนึ่งวัน ทุกคนมีเวลาทั้งหมด 1,440 นาทีเท่ากัน ดูเหมือนเหลือเฟือนะ แต่เราก็รู้กันดีอยู่แล้วว่าเวลามันผ่านไปรวดเร็วขนาดไหน หยุดทำนั่นนิดนี่หน่อย เผลอๆ ก็เสียเวลาไปหลายสิบนาทีแล้ว ถ้าหากเราทุกคนมีเวลาในแต่ละวันเท่าๆ กันที่จะพัฒนาตนเอง แล้วเพราะอะไรบางคนจึงประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่นๆ ล่ะ?
สิ่งสำคัญนั่นก็คือ การวางแผน การทำโปรเจ็คต่างๆ มักมีความยาก และต้องอาศัยแรง เวลามากกว่าที่คิดไว้เสมอ ดังนั้นคุณควรจะวางแผนการบริหารเวลาให้รอบคอบและอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ด้วย
การบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพทำให้คุณสามารถดึงศักยภาพของตนเองออกมาได้เต็มที่ อุปสรรคในการทำงานก็น้อยลง หนึ่งในกลยุทธ์ที่ได้ผลดีก็คือ การถามตัวเองก่อนว่าสิ่งที่ทำจะไปช่วยเติมเต็มศักยภาพของคุณหรือไม่? คำถามนี้จะทำให้คุณรู้ว่ามีสิ่งใดบ้างที่ใช้เวลาทำไปโดยไม่เกิดประโยชน์กับตัวเอง

3. รู้มูลค่าของสิ่งที่ต้องการ

จงจดจำไว้ว่าคนเรา ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง ทุกครั้งที่ตัดสินใจเลือกอะไรก็ตาม คุณก็ต้องเสียสละบางสิ่งไปด้วยเสมอ เช่น บางครั้งคุณก็ต้องปฏิเสธโอกาสดีๆ มากมายเพื่อรอโอกาสที่ดีกว่า
คุณต้องยอมสูญเสียเพื่อจะได้ใช้ชีวิตให้เต็มที่ไม่ว่าจะเป็นด้านมิตรภาพ ชีวิตคู่ การเลี้ยงลูก การทำงาน หรือกระทั่งงานอดิเรก นึกถึงสิ่งที่ต้องการมากที่สุดและตัดสินใจว่าสิ่งไหนบ้างที่คุณพร้อมใจยินยอมเสียสละทั้งเวลา เงิน โอกาส และความสัมพันธ์เพื่อให้มันไปสู่ความสำเร็จ การตัดสินใจจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมากหลังจากได้พูดคุยกับตัวเองอย่างตรงไปตรงมา

4. พัฒนาทักษะการแก้ไขปัญหาของตัวเอง

ไม่ว่าคุณจะระมัดระวังตัวแค่ไหน ก็ยังไม่วายที่ปัญหาจะเดินทางมาเจอคุณได้ ซึ่งการจัดการกับปัญหานี่แหละที่อาจจะสามารถพัฒนาคุณ หรืออาจจะลดทอนศักยภาพในตัวคุณก็ได้ หากคุณไม่เห็นมันเป็นโอกาสในการเติบโตทางความคิดและจุดประกายศักยภาพในตัวคุณ มันก็จะกลายเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางคุณแทนยังไงล่ะ
จงเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างสร้างสรรค์ อย่าปล่อยให้มันมาหยุดยั้งไม่ให้คุณก้าวไปข้างหน้า และค้นหาประโยชน์จากปัญหาเหล่านั้นให้พบ ความล้มเหลวมอบบทเรียนให้คุณได้มากกว่าความสำเร็จเสียอีกนะ

มาเริ่มกันเถอะ!

เรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจของศักยภาพในตัวมนุษย์คือมันสามารถเพิ่มพูนขึ้นได้ด้วยตัวของมันเองขอเพียงเริ่มต้น เหมือนกับที่ต้องอาศัยแรงผลักในตอนต้นเพื่อให้ลูกบอลหิมะกลิ้งลงเนินมาเรื่อยๆ ได้ด้วยพลังงานต่อเนื่องจากการเคลื่อนไหว
ลองนึกถึงผู้คนที่คุณเคารพนับถือดูสิ อะไรที่ทำให้คุณชื่นชมพวกเขา? บางทีอาจเป็นเพราะพวกเขารู้ดีว่าตนเองมีศักยภาพในตัวอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ผู้คนที่มีพลังงานแบบนี้มักจะดึงดูดให้คนอยากจะเข้าใกล้และเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่พวกเขาทำ
ดังนั้นแล้ว ในวันนี้คุณเองก็เลือกได้เช่นกันว่าจะนั่งอยู่เฉยๆ บนยอดเขาเอาแต่ครุ่นคิดถึงสิ่งที่อาจทำได้ หรือ จะผลักตัวเองให้กลิ้งลงยอดเขานั้นและจัดการกับทุกๆ อุปสรรคที่ขวางทางข้างหน้าดีล่ะ?

03 พฤษภาคม 2560

25 คำคม “สร้างแรงใจในชีวิต” เพื่อช่วยคุณเริ่มต้นเช้าวันใหม่อย่างมั่นใจ!

เป็นเรื่องสำคัญที่ในทุก ๆ วัน เรามักจะให้ความสนใจต่อความคิดและวิธีคิดของเราเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งเหล่าคำคมสร้างแรงบันดาลใจของคนที่ประสบความสำเร็จก็เป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่ง ที่จะช่วยทำให้เรามีทัศนคติที่ดีและมีวิธีคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ แถมยังสามารถสร้างแรงใจให้กับเราได้เป็นอย่างดีทีเดียว แถมไม่ได้มีประโยชน์แค่สำหรับเราเท่านั้น เพราะมันยังส่งผลดีต่อผู้คนรอบข้างด้วย ไม่ว่าจะเป็นเหล่าผู้ร่วมงาน ครอบครัว หรือเพื่อนฝูง หากคุณเป็นคนที่มีแรงบันดาลใจอยู่เต็มเปี่ยมสม่ำเสมอ ผู้คนรอบข้างคุณก็จะได้รับแรงบันดาลใจเหล่านี้จากคุณด้วยเช่นกัน
ดังนั้นในทุกๆ เช้าของวันใหม่ ลองให้เหล่าคำคมเหล่านี้ เข้ามามีส่วนช่วยผลักดัน สร้างแรงใจในชีวิตคุณดูบ้าง ไม่แน่ว่าชีวิตคุณอาจเปลี่ยนไปตั้งแต่ได้ค้นพบแนวคิดใหม่ๆ จากคำคมเหล่านี้ก็ได้ และนี่ก็คือ 25 คำคม สร้างแรงใจในชีวิต เพื่อช่วยคุณเริ่มต้นเช้าวันใหม่อย่างมั่นใจ
1. ตัวฉันเพียงคนเดียวไม่อาจเปลี่ยนโลกใบนี้ได้ แต่ฉันสามารถโยนก้อนหินลงไปในน้ำ เพื่อให้ผิวน้ำกระเพื่อมและขยายออกไปเรื่อยๆ ได้  แม่ชีเทเรซา (Mother Teresa)
2. โชคชะตาได้กำหนดให้คุณเป็นคนเลือกในสิ่งที่คุณต้องการจะเป็น  ราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน (Ralph Waldo Emerson)
3. การมีความรู้เพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ เราต้องรู้จักนำมันออกมาใช้ และการมีความตั้งใจอย่างเดียวนั้นยังน้อยไป เราต้องรู้จักลงมือทำ  เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci)
4. ผมขอตายไปกับความหลงใหล ดีกว่าตายไปกับความเบื่อหน่าย  วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent van Gogh)
5. “จงสร้างฝันของคุณเอง มิฉะนั้นคนอื่นจะจ้างคุณให้ไปช่วยสร้างฝันของพวกเขา” — ฟาราห์ เกรย์ (Farrah Gray)

6. ถ้าฉันตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ก็ไม่มีใครมาหยุดฉันได้หรอก  อายน์ แรนด์ (Ayn Rand)
7. สิ่งที่ยากที่สุดคือการตัดสินใจที่จะลงมือทำ และส่วนที่เหลือก็เป็นเพียงความมุ่งมั่นเท่านั้นเอง  อะมีเลีย แอร์ฮาร์ต (Amelia Earhart)
8. โอกาสเกิดขึ้นเองไม่ได้ คุณต่างหากที่ต้องสร้างมันขึ้นมา  คริส การ์ดเนอร์ (Chris Grosser)
9. อะไรที่ดูเหมือนเป็นความยากเย็นเข็ญใจ แท้จริงแล้วย่อมแฝงไว้ด้วยสิ่งดีๆ อยู่ภายใน  ออสการ์ ไวลด์ (Oscar Wilde)
10. การได้รับแรงบันดาลใจไม่ได้ทำให้คุณเสียอะไรไปเลย แต่มันกลับช่วยบันดาลทุกสิ่งมาให้กับคุณ เมอร์เรย์ นิวแลนด์ส (Murray Newlands)
11. ฉันเชื่อว่าความสำเร็จของฉัน มาจากการที่ฉันไม่เคยสร้างข้อแก้ตัวให้กับสิ่งใด  ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล (Florence Nightingal)
12. “การมีเป้าหมายที่ชัดเจน คือจุดเริ่มต้นของทุกๆ ความสำเร็จ  ครีเมนท์ สโตน (W. Clement Stone)

13. 80% ของความสำเร็จ ล้วนเกิดจากการลงมือสร้างมันขึ้นมา  วูดดี อัลเลน (Woody Allen)
14. เวลาของคุณมีจำกัด จงอย่าเสียเวลาไปกับการใช้ชีวิตในแบบของคนอื่น  สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs)
15. “คนเรามักบอกว่าแรงบันดาลใจนั้นได้รับมาไม่นานก็จางหายไป ซึ่งมันก็ไม่ต่างจากการอาบน้ำนั่นแหละ นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมผมถึงมักจะให้คำแนะนำเป็นประจำทุกวัน  ซิก ซิกลาร์ (Zig Ziglar)
16. “จงเริ่มจากจุดที่คุณยืนอยู่ จงใช้ในสิ่งที่คุณมี และจงทำในสิ่งที่คุณสามารถทำได้  อาเทอร์ แอช (Arthur Ashe)
17. “การต่อสู้ที่แท้จริง ไม่ใช่การชิงชัยที่หนึ่งเพื่อให้ได้เหรียญทอง แต่การตรากตรำสู้กับตัวคุณเองต่างหากล่ะ การต่อสู้กับจิตใจของคุณเอง นั่นแหละที่เป็นสถานที่ต่อสู้อันแท้จริง — เจสซี่ โอเว่นส์ (Jesse Owens)
18. ”คุณอาจจะรู้สึกผิดหวังเวลาที่คุณนั้นล้มเหลว แต่คุณจะรู้สึกสูญสิ้นทุกสิ่ง เวลาที่คุณไม่ได้ลงมือทำมัน  เบเวอร์รี่ ซิลส์ (Beverly Sills)
19. “คุณจะไม่มีวันก้าวข้ามมหาสมุทรไปได้เลย หากคุณไม่กล้าที่จะละสายตาออกจากชายฝั่ง  คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus)
20. “ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ เพราะคำมันก็บอกเองอยู่แล้วว่า Im possible!  ออเดรย์ เฮปเบิร์น(Audrey Hepburn)
21. “ผมค้นพบว่ายิ่งผมทำงานหนักมากขึ้นเท่าไหร่ ผมยิ่งโชคดีมากขึ้นเท่านั้น  ทอมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson)
22. ความสำเร็จ คือผลรวมของความพยายามเล็กๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นประจำทุกวัน — โรเบิร์ต คอลลีเออร์ (Robert Collier)
23. “ความกล้าหาญ ไม่ใช่การไร้ซึ่งความกลัว แต่คือการต่อสู้กับมันและพยายามอยู่เหนือมันให้ได้ มาร์ก ทเวน (Mark Twain)
24. “ที่เดียวที่คุณจะพบว่า ความสำเร็จมาก่อนการลงมือทำ ก็คือในพจนานุกรม — วิดัล แซสซูน (Vidal Sassoon)
25. เมื่อใดที่ฉันกล้าที่จะเป็นคนมั่นใจ และกล้าที่จะใช้ความเข้มแข็งเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ของฉัน เมื่อนั้นคำว่า ฉันกลัว ก็ค่อยๆ ลดหลั่นความสำคัญลง  ออเดร์ ลอร์ด (Audre Lorde)

Source : Entrepreneur

06 เมษายน 2560

10 เหตุผล ทำไมคนที่ชอบอ่านหนังสือ ถึงมีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้นำที่ดีกว่า?

10 เหตุผล ทำไมคนที่ชอบอ่านหนังสือ ถึงมีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้นำที่ดีกว่า?


การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจน้อยลง จากผลการสำรวจและสถิติต่างๆ ชี้ให้เห็นว่าการลดลงนี้นับเป็นพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะการขาดแคลนนักอ่านเท่ากับการขาดแคลนผู้นำ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยเพราะการอ่านหนังสือช่วยให้คุณค้นพบหนทางในการเป็นผู้นำที่ดีได้ ผู้นำที่มีชื่อเสียงมากมายหลายคนตั้งแต่ Steve Jobs ไปจนถึง Elon Musk ล้วนแล้วแต่มีส่วนร่วมในการรังสรรค์ผลงานทางสติปัญญามากมายส่วนหนึ่งเพราะพวกเขาเป็นนักอ่าน

พวกเขามีทักษะในการผูกสัมพันธ์ที่ดีกว่า

นักวิจัยหลายท่านกล่าวว่า การอ่านหนังสือส่งเสริมให้สมองพยายามที่จะเชื่อมโยงตัวผู้อ่านกับเหล่าตัวละครในหนังสือ ต่อให้เราห่างหายจากการอ่านหนังสือไปหลายวัน แต่สมองของเราก็จะยังคงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงตัวเรากับประสบการณ์และพฤติกรรมของตัวละครเหล่านั้นอยู่ การที่เราเชื่อมโยงกับตัวละครต่างๆ ในหนังสือ จะทำให้เราได้พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์และกลายเป็นคนที่ผูกสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ได้เก่งขึ้น

พวกเขามีคลังคำศัพท์ในสมอง

คนที่ชอบอ่านหนังสือจะมีโอกาสพัฒนาคำศัพท์ที่พวกเขารู้จักที่บ่งบอกถึงอารมณ์ต่างๆ ได้มากขึ้น การอ่านหนังสือให้มากขึ้นจะช่วยเปิดกว้างคำศัพท์ต่างๆต่อผู้อ่านมากขึ้น และด้วยความสามารถด้านคำศัพท์ที่ดีขึ้นนี้เอง คนๆ นั้นจะมีทักษะการสื่อสารที่ดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งช่วยได้มากในการแสดงออกทางความคิดและความต้องการ สิ่งนี้จะทำให้คุณสามารถแสดงความต้องการได้อย่างชัดเจน นำไปสู่การมีภาวะผู้นำที่ดีได้

พวกเขามีมุมมองที่กว้างไกล

แทนที่จะมองโลกเพียงแค่ในมุมที่เราต้องการจะรับรู้ นักอ่านจะมองโลกในแบบภาพรวม การอ่านจะช่วยให้คุณได้ท่องไปในที่ใหม่ๆ มีส่วนร่วมในหัวข้อสนทนาต่างๆ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่หลากหลาย การมีมุมมองที่กว้างไกลจะทำให้คุณไม่ติดอยู่กับเรื่องราวเดิมๆ ซ้ำๆ หรือความจริงเพียงด้านเดียว กลับกันคุณจะได้เห็นโลกราวกับเป็นสถานที่ๆ เต็มไปด้วยความท้าทายและความเป็นไปได้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

พวกเขารู้จักกับผู้คนมากมาย

ผู้คนชอบสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กับเหล่านักอ่าน เพราะว่าพวกเขามีความสามารถที่ดีในการเรียบเรียงประโยคพูดคุยด้วยคำศัพท์ที่หลากหลาย พวกเขามีความเข้าใจที่เฉียบแหลม และดูเป็นคนที่มีความรู้เมื่อต้องสนทนาด้วย ซึ่งการแลกเปลี่ยนความรู้และการสื่อสารกับผู้คนที่มีความสนใจคล้ายกัน จะเหมือนกับการกระตุ้นและขับเคลื่อนเหล่านักอ่านไปสู่การมีภาวะผู้นำมากขึ้นตามไปด้วย

พวกเขาผ่อนคลาย

ผลการศึกษาชี้ว่า การอ่านหนังสือช่วยลดความเครียดได้ เปรียบเทียบกับกิจกรรมลดความเครียดอย่างอื่น เช่น ฟังเพลงโปรด หรือดื่มชากาแฟสักแก้ว การอ่านหนังสือดูจะเป็นวิธีที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด เพราะมันช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและปลดปล่อยความตึงเครียดภายในเวลาไม่กี่นาที และด้วยลักษณะนิสัยที่สงบ นักอ่านจะเป็นคนที่คิดบวกและมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ซึ่งเหมาะที่จะเป็นผู้นำได้ดีกว่าใคร

พวกเขามีเรื่องให้ท้าทายความคิดเสมอ

ผลงานวิจัยชี้ว่านักอ่านคือเหล่าคนที่เป็นนักคิด นั่นก็เพราะว่าการอ่านช่วยเสริมสร้างความสามารถทางสติปัญญา ซึ่งทำให้เป็นคนมีเหตุมีผลและแก้ไขปัญหาได้ดี นอกจากนี้ยังเป็นที่สังเกตได้ว่า การอ่านเรื่องราวบางเรื่องที่ไม่ตรงกันกับความเห็นของเรา จะช่วยส่งผลต่อวิธีการคิดทั้งในเชิงสร้างสรรค์และความเป็นเหตุเป็นผลด้วย

พวกเขามีสิ่งที่ช่วยให้ระลึกถึงความหลัง

บางครั้งการอ่านหนังสือก็เหมือนกับการได้ส่องกระจกดูตัวเราเอง หนังสือบางเล่มช่วยให้คุณระลึกถึงสิ่งที่คุณเองก็รู้อยู่แล้ว การอ่านหนังสือช่วยกรองความคิดและการสังเกตสิ่งต่างๆ อีกทั้งยังทำให้คุณสามารถที่จะเก็บเกี่ยวแต่ข้อมูลที่สำคัญๆ ไว้ได้มั่นคงเสมอ

พวกเขามีพลังที่จะขับเคลื่อนตนเองไปสู่เป้าหมายมากกว่า

การอ่านหนังสือทำให้คุณรู้สึกกระปรี้กรถเปร่า คิดบวก และมีความมั่นใจมากขึ้น นักอ่านมักจะเป็นคนที่มีชีวิตชีวาและมีการตระหนักรู้ที่ดีกว่า ในการที่จะค้นพบหนทางต่างๆ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ การอ่านหนังสือจะทำให้กลายเป็นคนที่มีจิตใจที่มั่นคง เฉียบแหลม และมีความกระตือรือร้นมากขึ้นได้

พวกเขามีสมาธิที่ดีขึ้น

คนที่อ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ จะสามารถมีสมาธิจดจ่อกับงานในระยะยาวได้ เหล่านักอ่านตัวยงจะไม่ชอบอย่างมากเมื่อมีสิ่งใดมากรบกวน หรือเมื่อต้องวางหนังสือลง ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบของการเป็นนักอ่านที่ดี

พวกเขาเป็นนักจัดการเวลาที่ดี

การอ่านหนังสือสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา แทนที่จะมัวเอาแต่รอและทำตัวเรื่อยเปื่อย การอ่านกลับเป็นวิธีที่มีค่าที่จะช่วยให้เราจัดการเวลาและทำสิ่งต่างๆ ได้ลุล่วงมากขึ้น เพราะทุกๆ นาทีที่เสียไปสามารถนำมาใช้กับการอ่านหนังสือได้อย่างคุ้มค่า การรู้ซึ้งถึงคุณค่าของเวลานั้นมักพบได้บ่อยในเหล่าผู้นำ เพราะผู้นำทุกคนรู้ดีว่าเวลาคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตที่จะทำให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายได้

Source : lifehack