11 ตุลาคม 2559

16 สิ่ง ที่คนประสบความสำเร็จวัยหนุ่มสาว มักทำ ‘ในเวลาว่าง’


เราทุกคนล้วนมีคำจำกัดความของ “ความสำเร็จ” ที่ต่างกันไป แต่สำหรับคนที่มีอายุประมาณ 20 กว่าๆ คำจำกัดความของพวกเขามักเกี่ยวข้องกับ ความสุข สุขภาพที่ดี มีเครือข่ายสังคมที่ดี รวมถึงมีสมดุลชีวิตที่ดีด้วย
ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านกล่าวว่า พฤติกรรมและการใช้ชีวิตช่วงที่ว่างจากงาน มีส่วนสำคัญที่จะเป็นตัวตัดสินว่าคุณจะทำสิ่งเหล่านั้นให้สำเร็จได้หรือไม่?
Lynn Taylor ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพและนักเขียนหนังสือ Tame Your Terrible Office Tyrant: How to Manage Childish Boss Behavior and Thrive in Your Job.” กล่าวว่า “ถ้าเวลาหลังเลิกงานหรือช่วงวันหยุด คุณใช้เวลาไปกับการเติมพลังกายและใจ การให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายและการควบคุมอาหาร คือตัวบ่งบอกว่าคุณกำลังสร้างพฤติกรรมในชีวิตที่ดีที่จะทำให้คุณก้าวนำคนอื่นๆ ได้”
เธอกล่าวต่อว่า “มันคือการสร้างความสมดุลให้ตัวคุณเอง การมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง จะช่วยให้คุณทำงานได้ดีขึ้น และสร้างผลงานที่ดีให้กับคุณ อีกทั้งยังช่วยสร้างทัศนคติในแง่บวกให้กับทุกการทำงานด้วย” และนี่ก็คือ สิ่งสำคัญ 16 อย่าง ที่คนประสบความสำเร็จอายุ 20 กว่าๆ มักทำในเวลาว่าง

1. พวกเขาใช้เวลาว่างไปกับครอบครัวและผองเพื่อน

มันเป็นเรื่องปกติของคนในวัยนี้ ที่มักให้ความสำคัญกับคนที่พวกเขาแคร์ ซึ่งครอบครัวและเพื่อนคือทางเลือกที่ดีที่สุดในช่วงเลิกงาน หรือตอนมีเวลาว่างนั่นเอง

2. พวกเขามักออกกำลังกาย

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตในวัยนี้หลายๆ คน ย่อมอยากมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมักจะต้องการความตื่นเต้นเร้าใจในชีวิต โดยพวกเขามักเข้าฟิตเนสเป็นประจำ หรือแม้แต่เล่นกีฬาเอ็กสตรีมหลากหลายชนิด

3. พวกเขามักเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ

พวกเขามักเป็นคนที่ช่างสงสัย รักการอ่านโดยใช้วิจารณญาณ และมักหาข้อมูลเพิ่มเติมในอินเทอร์เน็ตเพื่อหาความรู้ที่แท้จริงอยู่เสมอ

4. พวกเขาเป็นนักคิด ให้ความสำคัญกับความสำเร็จและความเป็นมืออาชีพ

คนที่มีอายุอยู่ในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่แล้วมักให้ความสนใจกับสิ่งที่นักธุรกิจชื่อดังหรือบุคคลที่ประสบความสำเร็จในช่วงอายุเดียวกันนั้นทำ ทั้งในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ
ในช่วงเวลาที่พวกเขาว่างจากงาน พวกเขาจะพยายามประยุกต์ใช้แนวทางการทำงานของอาชีพนั้นๆ เข้ากับอาชีพของตน ไม่ใช่เพราะเงิน ที่จะทำให้พวกเขามีบ้านหรือรถที่หรูหรา แต่เพราะต้องการความแตกต่างและต้องการเสรีภาพทางอาชีพ ซึ่งเงินนั้นถือเป็นรางวัลจากผลงานเสียมากกว่า เพราะคนที่ประสบความสำเร็จมักรักและหลงใหลในสิ่งที่เขาทำ ทั้งในเวลาทำงานและเวลาว่าง

5. พวกเขามักเชี่ยวชาญในบางสิ่งบางอย่าง

Barry Saltzman ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ทางธุรกิจและเป็น CEO ของบริษัท Saltzman Enterprise Group ได้ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Business Insider ว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จในช่วงอายุ 20 กว่าๆ มักรู้ว่าตัวเองมีความสามารถด้านไหนและมักเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ “หากมองในมุมมองของทั้งผู้เชี่ยวชาญและด้านการสร้างแบรนด์ การเชี่ยวชาญในแขนงใดแขนงหนึ่งนั้น มีความสำคัญมากต่อความสำเร็จ

6. พวกเขาใช้เวลานอกบ้านบ้าง

การชื่นชมธรรมชาติและหาเวลาทำกิจกรรมนอกบ้านยามว่าง ช่วยให้คนที่ประสบความสำเร็จทำงานได้ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยออกมาว่า ถ้าเปรียบเทียบระหว่างการเดินท่ามกลางความวุ่นวาย กับฝูงชนในเมืองหลวง และกับการใช้เวลาอยู่ในพื้นที่สีเขียวแล้ว การใช้เวลาชื่นชมธรรมชาติจะช่วยลดความตึงเครียดและสร้างสมาธิได้ดีกว่าอย่างแน่นอน
“คนที่ประสบความสำเร็จในวัยนี้ จะให้ความสำคัญกับธรรมชาติ และไม่มองว่ามันเป็นสิ่งไร้ค่า”

7. พวกเขาเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ และเลือกทานอย่างชาญฉลาด

เทเลอร์กล่าวว่า “การทานข้าวกับเพื่อน เป็นสิ่งที่คนกลุ่มนี้มักทำหลังเลิกงานหรือในวันหยุด และพวกเขาจะใส่ใจกับสิ่งที่พวกเขาทานและมักเลือกทานอาหารออร์แกนิคที่มีประโยชน์ การทำอาหารทานเองก็เป็นทางเลือกหนึ่งของหลายๆ คนด้วย”
การทานอย่างมีจุดมุ่งหมายสามารถส่งผลดีในระยะยาวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ทำงาน ดังที่ Lisa De Fazio ผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดีและนักโภชนาการ ได้กล่าวกับ Business Insider ไว้ว่า อาหารเช้าและอาหารกลางวันของคุณ เป็นตัวกำหนดศักยภาพในการทำงานตลอดทั้งวันของคุณเลยทีเดียว

8. พวกเขาใส่ใจกับเครือข่ายสังคมของพวกเขา

คนที่มีอายุในช่วง 20 กว่าๆ มักเป็นผู้ที่มีเครือข่ายสังคมที่แน่นหนา และมักรู้ดีว่าการมีปฏิสัมพันธ์พูดคุยกับคนอื่น เป็นสิ่งสำคัญที่นำมาซึ่งความสุขในช่วงเวลาว่างของเขาด้วย

9. พวกเขาจะทำสิ่งต่างๆ โดยใช้สัญชาตญาณช่วย

Ryan Kahn ครูฝึกด้านอาชีพ ผู้ก่อตั้งบริษัท The Hired Group และผู้แต่งหนังสือ Hired! The Guide for the Recent Grad” กล่าวว่า “การที่คนเหล่านี้ใช้สัญชาตญาณ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า คุณสามารถคิดและตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ผู้นำควรมี”

10. พวกเขาชอบท่องเที่ยว

คนประสบความสำเร็จหลายคนมักหาทางไปเที่ยวในสถานที่ใหม่ๆ ไม่ก็ไปเยี่ยมเยียนเพื่อนหรือครอบครัวในช่วงที่ว่างจากงาน เนื่องจากพวกเขารักที่จะหาประสบการณ์ใหม่ๆ และรักที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับสถานที่ รวมทั้งวัฒนธรรมใหม่ๆ ด้วยนั่นเอง

11. พวกเขาจะหาเวลาทำงานอดิเรก

คนที่ประสบความสำเร็จจะรู้ว่าช่วงเวลาว่างนี่แหละ ที่เป็นช่วงเวลาที่ควรหันมาให้ความสนใจกับงานอดิเรกของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น การพบปะสังสรรค์เพื่อน การอ่านหนังสือ หรือแม้แต่การค้นคว้าทำในสิ่งที่สนใจ

12. พวกเขาสามารถจัดการกับการเงินของตัวเอง

แม้การรับประทานอาหารที่ดีและการท่องเที่ยวจะเป็นสิ่งที่สำคัญ คนประสบความสำเร็จวัยนี้จะรู้ดีเช่นกันว่า การเงินถือเป็นเรื่องที่สำคัญ อย่างที่ Business Insider เคยรายงานไว้ว่า เมื่อคุณยังอายุน้อยเวลาจะอยู่ข้างคุณเสมอ เพราะฉะนั้นการเริ่มเก็บออมและลงทุนไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้คุณมีอนาคตที่ร่ำรวยอย่างแน่นอน

13. พวกเขาใจบุญ

เทย์เลอร์กล่าวว่า “ผู้ที่ประสบความสำเร็จในช่วงหนุ่มสาวนี้ มักจะมองโลกในแง่ดีกว่าคนทั่วไปมาก พวกเขาจะเน้นไปที่การกระทำ ไม่ใช่แค่คำพูด สิ่งเหล่านี้แหละที่จะช่วยนำมาซึ่งความสำเร็จ”
เธอกล่าวว่า มีหลายๆ คนตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงโลกไปในทางที่ดีขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น การสมัครเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

14. พวกเขาพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

เทย์เลอร์กล่าวว่า “งานอดิเรกยามว่างที่ช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เช่น เล่นดนตรี ฟังเพลง หรือแม้แต่ไปงานคอนเสิร์ต สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่คนที่ประสบความสำเร็จทำอยู่บ่อยๆ ในขณะเดียวกัน การวาดรูป การเขียนบล็อกในเรื่องที่สนใจ ก็สามารถทำให้เขาได้แสดงออกทางความคิดและความรู้สึกออกมาได้เช่นกัน”
งานวิจัยหนึ่งจาก San Francisco State University ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่มักทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ นอกจากงานที่พวกเขาจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยังมีแนวโน้มว่าบุคคลเหล่านี้ยังเข้าไปช่วยเหลืองานคนอื่นๆ ด้วย และยังมีวิธีคิดแก้ปัญหาโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่ดีกว่าคนที่ไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมประเภทนี้เลย

15. พวกเขามักมีอาชีพเสริม

Susie Moore นักเขียนและโค้ชทางด้านความมั่นใจ กล่าวว่า “อาชีพเสริม หรือ งานที่คุณทำยามว่าง ช่วยให้คุณเข้าถึงในสิ่งที่คุณสนใจได้ดี มันเป็นโอกาสที่คุณจะได้ใช้เวลาอยู่กับอะไรต่างๆ ที่คุณสนใจโดยที่ไม่ต้องลาออกจากงานปัจจุบันของคุณเลยด้วยซ้ำ”
เธอกล่าวว่าข้อดีของการทำอาชีพเสริม นอกเหนือจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ก็คือ ทำให้คุณได้พัฒนาความสามารถที่มีอยู่ให้มากขึ้น แม้ว่าคุณอาจจะไม่ได้ใช้ทักษะเหล่านี้ในงานหลักของคุณเลยก็ตาม

16. พวกเขาชาร์จพลัง

คนที่ประสบความสำเร็จในวัยนี้จะใช้เวลาว่างในการชาร์จพลังให้ตัวเองด้วยการพักผ่อน  เพราะพวกเขารู้ว่าการที่จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีสมาธิสูงได้นั้น ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ
Source : Business Insider

08 ตุลาคม 2559

18 คำถามที่ใช้สร้างแรงบันดาลใจ..สู่ความสำเร็จ



ความสำเร็จ..เริ่มต้นจากแรงบันดาลใจอะไรบางอย่าง แต่หลายคนไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่มีอะไรกระตุ้น/ฉุดให้ลุกขึ้นมาวิ่ง
ลองถาม 18 คำถามนี้กับตัวเอง อาจจะเกิดแรงบันดาลใจอะไรบางอย่างขึ้นมาก็ได้นะครับ
1. คุณมีความเชื่ออะไรผิดๆ ที่ฉุดรั้งความเจริญรุ่งของคุณอยู่หรือเปล่า? – ผมรู้ว่าตอบยาก ถ้ารู้คงตาสว่างไปนานแล้ว แต่เคล็ดลับในการตอบคำถามนี้ก็คือ.. ลองนึกถึงเหตุการณ์ที่เราคิดอยากจะทำอะไรดีๆ แล้วเราไม่ได้ทำ ไม่แม้แต่จะเริ่มต้น แล้วนึกต่อว่า เราคิดว่ามันมีอุปสรรคอะไรเหรอ..ที่ทำให้เราล้มเลิกความคิดที่จะทำสิ่งนั้น
2. งานอดิเรกของคุณคืออะไร? – งานอดิเรกคือสิ่งที่คุณชอบทำในยามว่าง ถ้าตอบข้อนี้ได้ คุณก็ค้นพบสิ่งที่ชอบแล้ว และการทำอะไรที่เราชอบ..ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง จริงไหม?
3. คุณมีพรสวรรค์ในเรื่องไหนบ้าง? – อันนี้มันยิ่งกว่างานอดิเรกอีกนะ เพราะมันไม่ใช่ความเก่งอย่างเดียว แต่เป็นความเก่งที่คนอื่นไม่มีเหมือนเราด้วย ถ้าตัวเองตอบไม่ได้ ก็ลองถามคนอื่นดู เราอาจค้นพบ “ทรัพย์สินในตน” ที่ไม่เคยรู้มาก่อนก็ได้
4. ทำงานกับใครแล้วมีความสุข? – ทำอะไรแล้วมีความสุข..ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง แล้วอย่าหยุดคิดแค่ว่า “ใคร” แต่หาคุณสมบัติของคนนั้นให้เจอ เพราะเราสามารถหา “คนอื่นได้อีก” ที่มีคุณสมบัติอย่างนั้น และนั่นแหละ “ทีมงานของคุณ”
5. คุณชอบทำงานที่ไหน? – หมายถึง “สภาพแวดล้อมแบบไหน” นั่นจะทำให้งานของคุณมีประสิทธิภาพ ผมเห็นมาหลายแบบ บางคนชอบอยู่เงียบๆ คนเดียว บางคนชอบทำเป็นกลุ่ม/แลกเปลี่ยนความคิดและเล่าความก้าวหน้าของงานของแต่ละคนอยู่ตลอดเวลา
6. คุณมีไฟปราถนาในเรื่องอะไร? – เห็นอะไร/ทำอะไรแล้วมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก บางคนชอบเที่ยว บางคนชอบสอน บางคนชอบแข่งขัน เรื่องอย่างนี้ถ้าไม่ถูกบังคับให้ถามตัวเองก็คงไม่เคยตอบ แต่ถ้าตอบได้..ก็น่าจะเริ่มเห็นแนวทางแล้วใช่ไหมครับ
7. แล้วจะเปลี่ยนไฟปราถนานั่นเป็น “การกระทำ” ได้ยังไง? – เคยถามตัวเองไหม คำแนะนำคือ..เริ่มต้นด้วยการทำ ‘งานอดิเรก’ ที่เกี่ยวข้องกับไฟปราถนานั่น แล้วค่อยๆ เปลี่ยนมันเป็น ‘งานหลัก’ ในระยะยาว
8. อะไรที่สร้างแรงบันดาลใจให้คุณ? – ท่องเที่ยว/หนังสือ/พูดคุยกับบางคน/ออกไปทำกิจกรรมสังคม/ปาร์ตี้ คนเราต้องเคยกันบ้างแหละที่เกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ ขึ้นมาเสมอเวลาที่ได้..จุดจุดจุด ลองหา pattern ดู แล้วพาตัวเองไป..จุดจุดจุด..บ่อยๆ
9. คุณมีวิธีเติมไฟให้ตัวเองอย่างไร? – เชื่อสิ คนเรามักต้องหาวิธีบางอย่างอยู่เสมอ..เพื่อมากระตุ้นตัวเองให้ทำงานแต่ละชิ้นให้สำเร็จ ลองนึกดูดีๆ แล้วจะได้ใช้มันบ่อยๆ
10. คุณหลับฝันว่าอะไร? – จริงนะ..ผมหมายถึงความฝันตอนที่นอนหลับน่ะ ตื่นมาแล้วรีบจดๆ ไว้ก่อน จดไว้เรื่อยๆ ทำไมเหรอครับ..เพราะว่าในหลายๆ ครั้ง สิ่งที่คุณฝัน คือความคิดที่อยู่ในจิตใต้สำนึก ที่เวลาปรกติแล้วเราจะไม่นึก/นึกไม่ออก และบางครั้งความคิดที่อยู่ในจิตใต้สำนีกจะชี้นำให้เราเกิดแรงบันดาลใจอะไรบางอย่างได้
11. คุณเคยเอาชนะอุปสรรคอะไรมาบ้าง? – โดยเฉพาะอุปสรรคครั้งสำคัญ มันต้องเคยกันบ้างแหละ ถ้าเรานึกย้อนกลับไป มันเป็นกำลังใจให้เราเป็นอย่างดี เราจะไม่กลัวอุปสรรคข้างหน้า
12. เวลามีใครพูดไม่ดีเกี่ยวกับคุณ คุณตอบสนองยังไง? – คุณเลือกได้ว่าจะรู้สึกไม่ดี หรือไม่สน เสร็จแน่..ถ้าคุณปล่อยให้คำพูดของคนอื่นมากำหนดความคิดของคุณ กลับกัน..ความคิดและการกระทำของคุณเท่านั้นที่กำหนดปลายทางของตัวคุณเอง
13. ที่คุณเป็นอยู่ทุกวันนี้..เพื่ออะไร? – เป็นคำถามที่ลึก และตอบยาก แต่ถ้าคุณตอบได้ แสดงว่าคุณมีเป้าประสงค์อะไรบางอย่าง ครอบครัว/พ่อแม่/คนพิการ/เด็กกำพร้า/สังคม และนั่นแหละ เป็นแรงบันดาลใจให้คุณทำต่อไป
14. คุณชื่นชอบใครเป็นพิเศษ? – คนเหล่านั้นเขาก็มี ‘แรงบันดาลใจ’ ของเขาเอง และคุณก็อาจค้นพบแรงบันดาลใจของคุณเองได้จากคนที่คุณชื่นชอบเช่นกัน
15. จุดอ่อนของคุณคืออะไร? – ไม่มีใครเพียบพร้อมสมบูรณ์ทุกสิ่ง ถ้าคุณรู้จุดอ่อน คุณก็จะรู้ว่าต้องปรับปรุงเรื่องอะไร เริ่มจากตรงนั้นเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ชีวิตคุณดีขึ้น
16. เป้าหมายของคุณคืออะไร? – ผมพูดมาหลายครั้งแล้วว่า คนเราต้องมีเป้าหมาย ถ้าไม่มีเป้าหมายก็ไม่มีการกระทำ วันๆ คงนั่งดูทีวีขึ้นอืดอยู่กับบ้าน
17. ถ้ามีเป้าหมายแล้วจะทำยังไงให้สำเร็จ? – ถ้าไม่วางแผน ก็คงไม่มีการลงมือทำ ถ้าไม่ลงมือทำ เป้าหมายก็คงเป็นเป้าที่อยู่ไกลๆ ต่อไป
18. มีอะไรที่คุณรู้สึกว่าต้อง “ขอบคุณ”? – เป็นคำถามที่แปลก แต่เพราะทุกคนไม่เคยนึก ผมก็เลยต้องเขียน การที่เราพยายาม ‘ค้นหา’ ว่ามีอะไรที่เราควรรู้สึกขอบคุณ (พ่อแม่/สังคม/ดิน/ฟ้า/อากาศ) จะทำให้เรารู้สึกดีกับชีวิตและตนเอง รู้สึกว่าเรามีวันนี้ได้เพราะ … หลายอย่าง รู้สึกว่าเราต้องตอบแทน รู้สึกว่าเราต้องทำเพื่อคนอื่นบ้าง บางครั้งสิ่งนี้ทำให้เรามีแรงบันดาลใจอะไรบางอย่างขึ้นมา (อย่าลืมโจทย์นะครับ..เรากำลังพูดถึงวิธีหาแรงบันดาลใจ)
แด่ความสำเร็จของคุณ
ธนกร – ผู้ก่อตั้งตลาดปัญญา
ธนกร ชาลี ตลาดปัญญา โค้ช มาร์เก็ตติ้ง

6 วิธีสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง เวลาที่คุณท้อแท้หรือหมดกำลังใจ

6 วิธีสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง เวลาที่คุณท้อแท้หรือหมดกำลังใจ

แม้แต่คนที่มีความพยายามและมีแรงกระตุ้นสูง ก็ย่อมมีช่วงเวลาที่ยากลำบากเสมอ บ่อยครั้งที่เราหาสาเหตุไม่เจอว่าทำไมเราถึงรู้สึกท้อแท้แบบนี้ แต่มันก็มีวิธีที่จะทำให้ความรู้สึกท้อแท้เหล่านั้นหายไปได้ พร้อมทั้งช่วยให้คุณกลับมามีกำลังใจได้ใหม่อีกครั้งด้วย และนี่ก็คือ 6 วิธีสร้างแรงจูงใจให้กับคุณ ในเวลาที่คุณรู้สึกท้อแท้หรือหมดหวัง

1. พยายามหาสาเหตุว่าทำไมคุณถึงท้อแท้

เหนื่อย
และนี่ก็คือตัวอย่างสาเหตุที่อาจทำให้คุณรู้สึกท้อ จงลองหาสาเหตุของตัวเองให้พบ
  • คุณกลัวบางสิ่งบางอย่างที่คุณต้องทำ และคุณผัดวันประกันพรุ่งอยู่เรื่อย เพราะคุณไม่ได้ทำมันด้วยความเต็มใจตั้งแต่แรก
  • คุณอาจจะเหนื่อย อาจขาดสารอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนหรือออกกำลังกายไม่เพียงพอ หรืออาจจะป่วยก็ได้ ซึ่งทำให้คุณรู้สึกไม่โอเคนัก
  • คุณขาดความมั่นใจในตนเอง คุณกลัวที่จะก้าวขาออกจากพื้นที่สุขสบายของคุณ
  • คุณกำลังอยู่ระหว่างการทำบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งมันอยู่ในช่วงที่ยากที่สุด จนทำให้คุณท้อใจ

2. เวลาที่คุณกลัวบางสิ่งที่ต้องทำ จงพยายามทำต่อให้สำเร็จ

ออกกำลังกายตอนเช้า
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการจะออกกำลังกายตอนเช้า แต่มันเป็นเรื่องยากสำหรับคุณ คุณก็ต้องหาวิธีที่จะทำมันให้สำเร็จ โดยอาจลองจะพยายามวางชุดออกกำลังกายไว้ข้างเตียงเพื่อที่ตื่นมาจะได้เห็นมันเป็นสิ่งแรก หรือไม่ก็โทรนัดเพื่อนให้ไปเจอกันที่โรงยิมเพื่อที่จะได้ไปออกกำลังกายกัน การมีเพื่อนที่มีความรับผิดชอบจะช่วยสามารถเพิ่มความเป็นไปได้ ทำให้แผนการของคุณสำเร็จได้เป็นอย่างดี

3. หากว่าคุณเหน็ดเหนื่อย คุณควรดูแลสุขภาพ

สลัด
บางครั้งร่างกายของคุณอาจต้องการการพักผ่อน หรือต้องการการออกกำลังกาย และในบางวันร่างกายของคุณเพียงแค่ต้องการให้คุณลุกออกจากโต๊ะทำงาน แล้วออกไปสูดอากาศข้างนอกบ้าง ลองนึกถึงพฤติกรรมที่ผ่านมาของคุณ คุณพักผ่อนเพียงพอหรือเปล่า? คุณรับประทานอาหารที่มีประโยชน์บ้างไหม? ครั้งล่าสุดนี้คุณป่วยเป็นอะไรจึงทำให้คุณรู้สึกแย่จนถึงตอนนี้?
ลองสังเกตดูว่า คุณดูแลสุขภาพและร่างกายคุณดีพอหรือยัง การดูแลร่างกายให้ดีจะช่วยให้คุณหายจากอาการท้อแท้ที่เป็นอยู่ได้

4. เมื่อคุณขาดความมั่นใจ ลองหาเหตุผลว่าทำไมคุณถึงเป็นแบบนั้น

สนุก ดนตรี
คุณกำลังมีปัญหาอยู่กับการคิดในแง่ลบอยู่หรือเปล่า? มีคอมเม้นต์แง่ลบหรือพบเจอเหตุการณ์แย่ๆ ที่ทำให้คุณรู้สึกแย่จนถึงตอนนี้ไหม? คุณชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นหรือไม่? หากคุณกำลังมองทุกอย่างในแง่ลบ คุณควรปล่อยวาง คิดบวก แล้วหันมาชื่นชมตัวเอง ให้กำลังใจตัวเอง หรือไม่ก็หาอะไรสนุกๆ ทำ เพื่อให้ชีวิตคุณมีความสุขได้แล้ว

5. หากคุณเดินมาได้ครึ่งทางแล้ว จงพยายามต่อไปให้สุด

เส้นทาง
เมื่อคุณตั้งใจจะทำงานใหญ่ๆ สักงาน แน่นอนว่าในช่วงแรกๆ คุณมักมีแรงกระตุ้นที่ดีเสมอ เส้นชัยของคุณจะดูชัดมาก คุณมีความคาดหวังและกระตือรือร้นเป็นพิเศษ ส่วนในช่วงสุดท้ายของงานก็ง่ายที่จะเกิดแรงกระตุ้นด้วยเช่นกัน เมื่อคุณเริ่มมองเห็นปลายทาง คุณก็จะรู้สึกตื่นเต้นและอยากทำมันให้เสร็จโดยเร็ว
แต่ช่วงระหว่างทางนี่สิที่ยากที่สุด แรงกระตุ้นในช่วงแรกก็จะค่อยๆ หายไป และก็ดูเหมือนว่าเส้นชัยจะไกลออกไปเรื่อยๆ คุณจะตระหนักได้ว่าเวลาและความพยายามที่คุณต้องใช้นั้น ต้องมากมายขนาดไหนถึงจะทำให้งานของคุณสำเร็จได้ แล้วคุณจะเริ่มรู้สึกท้อแท้ขึ้นมา
คุณควรคิดอยู่เสมอว่า อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณริเริ่มสิ่งนั้นขึ้นมา? แล้วทำไมสิ่งนั้นถึงมีความหมายสำหรับคุณ? หลายครั้ง การระลึกได้ว่า “ทำไม?” จะสามารถช่วยกระตุ้นให้คุณเลิกรู้สึกท้อแท้และหมดหวังได้
“ไม่สำคัญว่าคุณจะก้าวไปอย่างช้าๆ ตราบใดที่คุณไม่ยอมหยุด คุณก็ยังมีหวัง” ― ขงจื้อ (CONFUCIUS)

6. จงจำเอาไว้ว่าอาการท้อแท้ หมดหวัง จะไม่มีทางอยู่กับคุณตลอดไป พยายามรีบหาทางนำอาการเหล่านั้นออกไปจากตัวคุณให้เร็วที่สุด

เริ่มจากการก้าวไปข้างหน้าด้วยก้าวสั้นๆ จำไว้ว่าความพยายามมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของคุณเสมอ เส้นทางความสำเร็จเป็นเหมือนการผจญภัยในถนนที่เต็มไปด้วยหนทางคดเคี้ยวและขรุขระ ซึ่งมันไม่ได้เป็นเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่ใคร ๆ คิด แต่ทุกก้าวที่คุณกล้าเดินไปนั้น จะช่วยให้คุณมีความมั่นใจและทำมันได้ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นแรงผลักดันให้คุณเดินหน้าต่อไปและขับไล่อาการแย่ๆ เหล่านั้นออกไปได้
ทุกครั้งที่คุณตั้งเป้าหมาย คุณจะต้องพบเจอกับอุปสรรค และอุปสรรคเหล่านั้นก็จะทำให้คุณรู้สึกท้อแท้ ไร้แรงกระตุ้น แต่อย่างไรก็ตาม การผลักดันตัวเองให้ผ่านพ้นอุปสรรคไปได้และพยายามเอาตัวเองออกจากความรู้สึกนั้น ล้วนช่วยให้คุณมีความมั่นใจและพร้อมที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จได้มากขึ้น เมื่อคุณพบว่าคุณสามารถทำให้ตัวเองมีแรงกระตุ้นได้อีกครั้ง คุณก็จะมีวิธีการรับมือกับมันได้อีกในอนาคต
Source : lifehack