12 พฤศจิกายน 2559

8 ลักษณะนิสัย ของคนที่เป็นที่รักของใครต่อใคร

Arthur Schopenhauer นักปรัชญาท่านนี้ เคยกล่าวไว้ว่า “การมีมารยาทเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เหมือนขี้ผึ้งเมื่อโดนความร้อนก็จะสามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงได้” การที่เป็นคนจิตใจดีและนึกถึงผู้อื่นอยู่เสมอ จะช่วยทำให้อะไรหลายๆ อย่างได้ราบรื่นขึ้น ทำให้ผู้คนชื่นชอบและคล้อยตามความคิดเห็นของคุณอยู่เสมอ
จากงานวิจัยของ Dacher Keltner จาก Berkeley ได้แสดงให้เห็นว่า ตอนที่คุณกำลังมีทุกข์ หรือกำลังเห็นคนอื่นมีทุกข์ สมองของเราจะตอบสนองไม่แตกต่างกัน มันจะกระตุ้นโครงสร้างภายในของสมองส่วนที่ควบคุมพฤติกรรมของการเอาใจใส่ ที่เรียกว่า Periaqueductal gray
“การเอาใจใส่ผู้อื่น จะช่วยให้คุณก้าวหน้าในชีวิตยิ่งกว่าที่โรงเรียนหรือปริญญาใดๆ จะช่วยได้”
– MARIAN WRIGHT EDELMAN
ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนต่างก็ต้องการเป็นที่รักของใครต่อใคร จริงไหม? ใครจะอยากเป็นที่ถูกรังเกียจกันล่ะ และการที่จะเป็นคนแบบนั้นได้ มันไม่ยากเลย คุณเพียงแค่ต้องพยายามสร้างพฤติกรรมในแบบที่ คนที่เอาใจใส่ผู้อื่นเขาทำกันยังไงล่ะ

1. ตรงต่อเวลา

นาฬิกา
แน่นอนว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นรถติด รถเสีย หรืออะไรก็ตามแต่ แต่การที่คุณสายเป็นประจำ มันแสดงให้เห็นว่าเวลาของคุณมีค่ามากกว่าเวลาของคนอื่น อีกทั้งมันยังเป็นการเสียมารยาทอีกด้วย หรือแม้ว่าคุณจะคิดว่าเวลาของคุณสำคัญกว่าของคนอื่นจริงๆ คุณก็ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้โลกรู้ สิ่งที่คุณควรทำก็คือ เอาใจเขามาใส่ใจเราและเป็นคนตรงเวลา

2. เห็นอกเห็นใจผู้อื่นอยู่เสมอ

การเห็นใจผู้อื่นเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนการแสดงความรู้สึกเห็นใจออกมาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่ดีหากคุณสามารถเข้าใจผู้อื่น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็นคนที่เอาใจใส่ผู้อื่นหรอกนะ การเอาใจใส่และเห็นใจผู้อื่นอย่างแท้จริงนั้นคุณจะต้องเข้าใจอีกฝ่ายเสมือนอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขา คุณอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้างในบางครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมของคุณเพื่อทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีหรือเสนอความช่วยเหลือในสถานการณ์ที่พวกเขารู้สึกย่ำแย่ก็ตาม

3. กล่าวขอโทษเมื่อจำเป็น (และไม่กล่าวพร่ำเพรื่อ)

มนุษย์เรามักกลัวเวลาที่จะไปทำให้ใครคนอื่นรู้สึกแย่ และมักรู้สึกผิดพร้อมกล่าวคำขอโทษบ่อยครั้งบ่อยครา จนคุณค่าของคำขอโทษนั้นอาจจะลดหลั่นลงไป ซึ่งมันจะแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการขอโทษด้วยความจริงใจเมื่อครั้งที่คุณรู้สึกผิดจริงๆ หรือกล่าวเพราะรู้สึกจำเป็น การขอโทษเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งของการเป็นคนที่เอาใจใส่ผู้อื่น

4. ยิ้มบ่อยๆ

pexels-photo-157023
ในหลักการทางกายภาพแล้ว การทำหน้าบึ้งมักจะง่ายกว่าการยิ้ม เนื่องการยิ้มนั้นต้องใช้กล้ามเนื้อถึง 24 มัดด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตาม การยิ้มก็ให้ผลดีเสมอ อีกทั้งยังก่อให้เกิดผลที่ดีมากๆ ต่อบุคคลอื่น ในขณะที่คุยกับผู้อื่น มนุษย์เรามักจะปฏิบัติตัวเหมือนเป็นกระจกสะท้อนฝ่ายตรงข้ามโดยที่คุณเองก็ไม่รู้ตัว ดังนั้นเมื่อคุณยิ้มให้ผู้อื่น เขาก็จะได้รับความรู้สึกดีๆ เหล่านั้นไปโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน

5. มีมารยาท

มีหลายท่านที่ผมรู้จักคิดว่ามารยาทเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น อีกทั้งยังมองว่าเป็นสิ่งที่ไร้สาระอีกด้วย เพราะมันคือการเสแสร้างแกล้งทำ กลุ่มคนเหล่านี้จะเชื่อว่าการมีมารยาทคือการแสดงออกในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง ซึ่งพวกเขากำลังเข้าใจผิด เพราะการมีมารยาทคือการให้ความสำคัญกับความรู้สึกของผู้อื่น ไม่ใช่แค่ความรู้สึกของตัวคุณเองเท่านั้น มันคือการแสดงออกที่ตั้งใจจะทำให้ผู้อื่นรู้สึกสบายใจ

6. มีความฉลาดทางอารมณ์

หนึ่งในความเชื่อผิดๆ ในสังคมเราคือ รู้สึกเช่นไรก็ต้องแสดงออกไปเช่นนั้น ซึ่งมันไม่ถูกต้องเสียทั้งหมด เพราะมันยังมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า การควบคุมตัวเอง ตัวอย่างเช่น การทำตัวเป็นมิตรกับคนที่ดูเหมือนว่าไม่ได้อยากจะเป็นมิตรกับคุณเท่าไหร่นัก ซึ่งการเป็นคนที่ใส่ใจผู้อื่นนั้น คือการเลือกไม่แสดงออกในสิ่งที่คุณรู้สึกจริงๆ นั่นเอง

7. พยายามผลักดันให้ผู้อื่นเป็นผู้ชนะ

หลายๆ คนชอบใช้ชีวิตในแบบที่ต้องมีผู้แพ้และผู้ชนะ ส่วนคนที่ใส่ใจผู้อื่นจะไม่พยายามมองหาผู้แพ้หรือผู้ชนะ แต่พวกเขาจะพยายามผลักดันให้ทุกคนเป็นผู้ชนะให้ได้ มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ง่าย แต่มันก็คือเป้าหมาย หากคุณต้องการเป็นคนที่เอาใจใส่ผู้อื่น คุณต้องล้มเลิกความคิดที่ว่าชีวิตคนเราต้องมีผู้แพ้หรือผู้ชนะได้แล้ว

8. แสดงความช่วยเหลือให้กับผู้อื่น

บางครั้งคุณสามารถรู้ได้ว่าเขากำลังโมโหหรือกำลังรู้สึกแย่ เพราะฉะนั้นการเป็นคนเอาใจใส่ผู้อื่นจึงหมายถึง การที่คุณรู้ว่าใครกำลังต้องการความช่วยเหลือจากคุณอยู่ ซึ่งเมื่อคุณลงมือให้ความช่วยเหลือพวกเขาแล้ว พวกเขาจะประทับใจในความห่วงใยของคุณอย่างมากเลยทีเดียว
การเป็นคนที่เอาใจใส่ผู้อื่นเป็นเรื่องที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ อีกทั้งยังส่งผลดีต่อหน้าที่การงานและคนรอบข้างคุณด้วย และเหนือสิ่งอื่นใด คุณเองก็รู้สึกดีไม่น้อยไปกว่าใครเลย

Source : talentsmart

09 พฤศจิกายน 2559

9 สิ่งที่คนมีความฉลาดทางอารมณ์ “มักหลีกเลี่ยง!”

เว็บไซต์ TalentSmart ได้ทำการเก็บข้อมูลจากผู้คนนับล้าน เพื่อวิเคราะห์ว่ามีสิ่งใดบ้างที่ คนฉลาดทางอารมณ์มักจะระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงเพื่อให้เกิดความสงบทางจิตใจ ผลสรุปพบว่า คนเหล่านี้มักจะหลีกเลี่ยงพฤติกรรมดังต่อไปนี้ :

1. พวกเขาไม่ยอมให้ใครมาทำลายความสุขที่เขามี

หากความพึงพอใจของคุณมาจากการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น คุณจะไม่สามารถมีความสุขเป็นของตัวเองอย่างแท้จริงได้เลย เมื่อไหร่ก็ตามที่คนฉลาดทางอารมณ์รู้สึกดีกับสิ่งที่ได้ทำ พวกเขาจะไม่ยอมให้ความคิดเห็นหรือความสำเร็จของใครอื่นมาพรากความสุขส่วนตัวของพวกเขาไปโดยเด็ดขาด
เราไม่สามารถห้ามความคิดใครได้ ไม่ว่าคนอื่นจะคิดหรือจะวิจารณ์คุณอย่างไร คุณค่าของตัวคุณเองก็ยังขึ้นอยู่กับความคิดของคุณเองเท่านั้น

2. พวกเขาไม่เคยลืม

คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์มักจะให้อภัยคนอื่นได้อย่างง่ายดายเสมอ แต่พวกเขาจะไม่มีทางลืมสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะมันไม่ได้หมายความว่าจะต้องให้โอกาสผู้คนที่ทำผิดซ้ำ ๆ คนที่ฉลาดทางอารมณ์จะไม่ยอมให้ความผิดของคนอื่นมาขัดขวางการใช้ชีวิตของเขา ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะปล่อยวาง และปกป้องตนเองจากภัยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างรวดเร็ว

3. พวกเขาไม่ยอมแพ้

คนฉลาดทางอารมณ์จะรู้ดีว่าการสู้ชีวิตนั้นสำคัญแค่ไหน ในภาวะของความขัดแย้งหรือการไม่ลงรอยกัน อาจทำให้คุณต้องต่อสู้กับอะไรก็ตามที่จะส่งผลเสียต่อตัวคุณเองได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพยายามทำความเข้าใจและควบคุมการตอบสนองต่ออารมณ์ของตนเองได้ คุณก็จะสามารถเลือกที่จะต่อสู้กับตัวเองได้อย่างชาญฉลาด และเมื่อไหร่ที่คุณเริ่มเกิดความชำนาญ คุณก็จะสามารถยืนหยัดกับความคิดของตนเองได้อย่างแน่วแน่

4. พวกเขาไม่ให้ความสำคัญกับความสมบูรณ์แบบ

คนฉลาดทางอารมณ์จะไม่ตั้งเป้าไว้ที่ความสมบูรณ์แบบ เนื่องจากพวกเขารู้ดีว่ามันไม่มีอยู่จริง โดยธรรมชาติ มนุษย์ทุกคนต่างก็ต้องเคยทำผิดพลาดกันมาทั้งนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่ความสมบูรณ์แบบคือเป้าหมาย มันจะทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองทำผิดพลาดอยู่ตลอดเวลา ท้ายที่สุด แทนที่จะได้สนุกสนานไปกับการพยายามสร้างความสำเร็จครั้งใหม่ ก็คงได้ลงเอยกับการคร่ำครวญถึงความล้มเหลว และมัวคิดว่า ถ้าได้ทำแบบนั้นหรือแบบนี้…ก็คงจะดีเสียกว่า

5. พวกเขาจะไม่จมอยู่กับอดีต

ความผิดพลาดสามารถกัดกร่อนความมั่นใจของคนเราได้ ส่วนมากแล้วความผิดพลาดมักจะเกิดขึ้นจากการยอมเสี่ยงและพยายามทำในสิ่งที่ยากๆ คนฉลาดทางอารมณ์จะรู้ดีว่า ความสำเร็จมักมาพร้อมกับความสามารถในการลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้ง หลังจากที่ประสบความล้มเหลวมา หากคุณไม่สามารถละทิ้งความผิดพลาดในอดีตไปได้ การจะก้าวต่อไปก็คงจะเป็นไปได้ยาก คุณจะต้องไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดมาบั่นทอนความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง หากคุณมัวแต่ติดอยู่กับอดีต  อดีตก็จะกลายมาเป็นปัจจุบัน และบ่อนทำลายอนาคตของคุณต่อไปได้

6. พวกเขาจะไม่จมอยู่กับปัญหา

ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่เราเลือกให้ความสำคัญ สิ่งนั้นมักจะเป็นตัวกำหนดสภาวะทางอารมณ์ของเราเสมอ ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณตั้งใจจดจ่ออยู่กับปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อนั้นคุณก็จะสร้างอารมณ์ในด้านลบและความเครียด และหากว่าคุณตั้งสมาธิอยู่กับการแก้ไขสถานการณ์และปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น ผลที่ตามมาก็จะเป็นอารมณ์ในเชิงบวกและเกิดประสิทธิภาพในการทำงาน หรือก็คือ คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์จะไม่จมอยู่กับปัญหา

7. พวกเขาจะไม่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่มองโลกในแง่ลบ

คนชอบบ่น คนชอบนินทา นับเป็นวายร้ายตัวฉกาจเลยก็ว่าได้ เนื่องจากพวกเขามักจะมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับปัญหาของตัวเอง จนสูญเสียสมาธิในการแก้ปัญหา แถมยังชอบให้ผู้อื่นมาร่วมวงสนทนาปรับทุกข์เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น โดยปกติผู้คนมักจะรู้สึกกดดันเมื่อต้องมาทนฟังปัญหาของบรรดานักบ่น เพียงเพราะพวกเขาไม่อยากเสียมารยาท แต่ทั้งนี้มันก็มีเส้นบาง ๆ กั้นระหว่างการยอมรับฟังปัญหาอย่างเข้าใจ กับการโดนลากเข้าไปพัวพันกับวงเวียนอารมณ์ในแง่ลบ สมมติว่ามีใครคนหนึ่งสูบบุหรี่อยู่ คุณจะทนนั่งอยู่ใกล้ ๆ เขาคนนั้น แล้วสูดดมควันเข้าไปนานครึ่งค่อนวันหรือเปล่า? แน่นอนว่าคำตอบคือไม่ ดังนั้นคุณก็ควรเรียนรู้ที่จะออกห่างจากคนชอบบ่นเช่นเดียวกัน โดยวิธีที่ดีที่สุดก็คือการถามผู้คนเหล่านี้ว่า พวกเขาตั้งใจจะแก้ปัญหานั้นด้วยวิธีอะไร? เพราะนอกจากผู้บ่นอาจยอมเงียบไปแต่โดยดีแล้ว พวกเขาอาจปรับบทสนทนาไปในทางที่มีประโยชน์มากกว่าก็เป็นได้

8. พวกเขาจะไม่เจ้าคิดเจ้าแค้น

อารมณ์ในเชิงลบที่มาจากความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจนั้น จัดได้ว่าเป็นการตอบสนองต่อความเครียดในรูปแบบหนึ่ง เพียงแค่คิดถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเครียดก็ทำให้ร่างกายตกอยู่ในสภาวะการตอบสนองแบบ “จะสู้หรือจะหนี (fight or flight)” อยู่ตลอดเวลา ถ้าหากมีแนวโน้มว่าจะมีภัยเกิดขึ้นใกล้ตัว การตอบสนองประเภทนี้จะเป็นสิ่งสำคัญมากในการเอาตัวรอด แต่หากว่าภัยดังกล่าวเป็นเรื่องราวที่ผ่านมานานแล้ว การยึดติดอยู่กับมันจะสร้างความเสียหายให้กับร่างกายและส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ อันที่จริง นักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Emory ได้แสดงให้เห็นว่า การยึดติดอยู่กับความเครียดจะทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และการยึดติดกับอารมณ์ขุ่นเคืองหรือเจ้าคิดเจ้าแค้น ก็นับว่าเป็นการยึดติดกับความเครียดเช่นเดียวกัน ดังนั้น ผู้ที่ฉลาดทางอารมณ์จึงเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ให้ไกลเท่าที่จะทำได้ แถมการปล่อยวางนอกจากจะช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้นแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย

9. พวกเขาจะไม่ตอบตกลงจนกว่าจะรู้สึกต้องการจริงๆ

งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่มหาวิทยาลัย California แสดงให้เห็นว่า ยิ่งคุณปฏิเสธคนได้ยากเท่าไหร่ คุณจะยิ่งมีความเครียด ความเหนื่อยล้า หรือแม้กระทั่งความหดหู่ซึมเศร้ามากขึ้นเท่านั้น สำหรับใครหลายคน แน่นอนว่าการปฏิเสธเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก แต่ถึงยังไงคุณก็ควรที่จะกล้าพูดคำว่า “ไม่” ออกมาบ้าง เมื่อไหร่ก็ตามที่ควรจะปฏิเสธ คนฉลาดทางอารมณ์จะไม่พูดประโยคประเภทที่ว่า “ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้” หรือ “ฉันยังไม่แน่ใจ” เพราะการปฏิเสธตรงๆ ไปเลย ย่อมช่วยทำให้คุณตัดขาดจากภาระผูกพันนั้นได้ทันที แถมดูมีความมุ่งมั่นมากขึ้นด้วย
Source : Talent Smart

05 พฤศจิกายน 2559

3 วิธีเพิ่มความฉลาดในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมันล้นโลก




1. คุณต้องมีภาพใหญ่ในหัว

เป้าหมายตอนนี้ของคุณคืออะไรครับ? ..ในสัปดาห์นี้ เดือนนี้และปีนี้ คุณต้องการให้อะไรเกิดขึ้นกับคุณบ้างครับ? ผมหมายถึงในทุกๆ แง่มุมชีวิตของเราเลยนะ เราทุกคนต้องมีภาพใหญ่ในหัว เพื่อที่จะสามารถสโคปตัวเองให้เข้ามาอยู่บนเส้นทางเดิม เส้นทางที่ถูกต้องจริงๆ ไม่อย่างนั้นด้วยข้อมูล คำพูด คำวิจารณ์ต่างๆ นานา ที่มีเกิดขึ้นทั่วทุกที่ตลอดเวลาเหล่านี้ก็จะพัดพาคุณออกนอกลู่นอกทางไปในที่สุด และผมคิดว่าคงไม่มีใครอยากเป็นอย่างนั้นแน่นอน ใช่มั้ยครับ?

2. เลือกเฉพาะสิ่งที่ดีที่สุดในตอนนั้น
ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาไปเร็วมากขึ้นเท่าไหร่ มันก็สร้างโอกาสที่มาพร้อมกับตัวเลือกให้เรามากขึ้นเท่านั้น ทุกวันนี้แค่จะกินข้าวมื้อนึง เราก็ตัดสินใจเลือกกันไม่หวาดไม่ไหวแล้วครับ นับประสาอะไรกับเรื่องอื่นๆ ในชีวิตที่สำคัญกว่านั้น ..ในมุมมองของผม ทุกการตัดสินใจให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ ข้อมูลและความสุขครับ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่านั่นเป็นการตัดสินใจที่ถูกหรือผิด แต่อย่างน้อยถ้าผิดทาง เราก็ยังมีความสุข และผมขอแนะนำอีกเรื่องให้นะครับสำหรับคนที่ยังสับสนจริงๆ ถ้าเราไม่มั่นใจในการตัดสินใจครั้งนั้นเลย ให้วางกรอบเวลาในการพิสูจน์เอาไว้(ส่วนมากคือ 3 เดือน) และภายในระยะเวลานั้นให้คุณทำแบบสุดความสามารถ เชื่อแบบสุดใจ พอครบเวลาก็ดูผล ถูกทางก็ไปต่อ ผิดทางก็เลิกครับ

3. ให้ความสำคัญเฉพาะกับสิ่งตรงหน้าและคนตรงหน้าเสมอ
สำหรับผมแล้ว "ถ้าวันพรุ่งนี้คือวันสิ้นโลก คนที่ผมจะให้ความสำคัญ ณ ตอนนั้นมากที่สุด ก็คือ คนที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้ และสำหรับสิ่งที่ผมจะทำเป็นอย่างสุดท้าย ก็คือ สิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้" เพราะผมทั้งได้ค้นพบและก็เชื่ออย่างหมดใจแล้วว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าวันนี้เรายังไม่สามารถให้ความสำคัญกับคนหรือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ เรามันก็แค่คนล่องลอยหนึ่งคนที่วาดฝันว่าสิ่งดีๆ จะต้องเกิดขึ้นโดยที่คิดว่าแค่การมีความคิดดีๆ นั้นก็เพียงพอแล้ว

เมื่อภาพใหญ่คุณมี รายละเอียดคุณได้ สิ่งเดียวที่คุณต้องให้ความสำคัญแล้วก็คือ ลงมือทำสิ่งตรงหน้าให้ดีที่สุด เพราะทุกอย่างมันถูกคัดกรองมาจากสองข้อแรกแล้ว และตอนนี้ก็คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราควรได้ ณ ตอนนั้นๆ และทุกสิ่งที่คุณคิดว่าคุณอยากได้และมันก็น่าจะดีสำหรับตัวคุณด้วย ก็กำลังจะเกิดขึ้นต่อจาก ณ เวลานี้นั่นเองครับ
---------------------------
แบ่งปันความมั่งคั่งอย่างมั่นคงโดย
Wealth Creation
www.wci.co.th/blog
www.facebook.com/wealthcreationpage