30 พฤศจิกายน 2559

7 วิธีการเลือก “อาชีพที่ใช่” สำหรับคน Gen Y



มาลองวิเคราะห์ 7 วิธีหลัก ๆ ที่เหล่าคน เจนวาย(Gen Y) ใช้ในการตัดสินใจเลือกอาชีพให้กับตัวเองดูสิ แล้วจะรู้ว่าคุณเองก็สามารถเลือก ‘งานที่ชอบและอาชีพที่ใช่’ ได้เช่นกัน

1. พิจาณาดูว่าตัวเองชอบการทำงานแบบไหน

ทำงาน
บางคนชื่นชอบการทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ ในขณะที่บางคนอาจชอบการทำงานแบบฉายเดี่ยว แต่ไม่ว่าคุณจะชอบแบบไหน อย่างน้อยก็ขอให้แน่ใจว่าชอบจริงๆ เพื่อที่ว่าคุณจะสามารถเลือกงานได้อย่างตรงใจตัวเองที่สุด เพราะหากไม่รู้ว่าตัวเองชอบแบบไหนแล้ว ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้เช่นกัน ที่จะหาสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่จะทำให้คุณมีความสุขได้

2. ตั้งเป้าหมายของรายได้ที่ต้องการ

แม้ว่าการเลือกอาชีพ ไม่ควรยึดเรื่องเงินเดือนเป็นหลัก แต่อาจเป็นการง่ายกว่า หากคิดไว้แล้วว่าตัวเองอยากจะได้งานรูปแบบไหนในช่วงเงินเดือนใดที่ตั้งไว้ การเริ่มต้นแบบนี้อาจช่วยในการตีวงอาชีพให้แคบลงได้

3. หาวันหยุดให้ตัวเองสักช่วงหนึ่ง

พักผ่อน
ลองหยุดสักพักเพื่อตามหาประสบการณ์ใหม่ๆ เพราะยังมีอะไรให้ได้ลองผิดลองถูกอีกมาก สำหรับคนที่ยังตามหาตัวเองไม่เจอ ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร อยากทำตอนไหน หรือนานแค่ไหนนั้น ถ้าจะให้ดี ควรชั่งใจกับตัวเลือกที่คุณมีอยู่ให้ดีๆ ก่อนที่จะลงมือทุ่มเทพยายามกับมันในระยะยาว

4. ลองทำแบบประเมินตนเอง

บางครั้งเราก็ไม่อาจรู้ได้ว่าความสามารถของเรามีอยู่มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากยังไม่เคยมีใครมาลองท้าทายเลยสักครั้ง ดังนั้นจึงควรลองทำแบบทดสอบเพื่อประเมินคุณลักษณะเฉพาะตัวและรูปแบบในการทำงานที่เหมาะสมของตัวเองดู แล้วลองหาทางขัดเกลาคุณลักษณะนั้นๆ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งลองคิดหาตัวเลือกในการทำงานที่เหมาะกับความเป็นตัวเราให้มากที่สุด มากกว่าจะเป็นแค่เส้นทางทั่วๆ ไปที่ใครๆ ก็เลือกเดิน

5. ลองทำสิ่งใหม่ๆ

ลองทำสิ่งเล็กๆ สิ่งใหม่ๆ ที่อาจไม่ใช่สิ่งที่อยากทำจริงๆ ดู เนื่องจากการได้รู้จักสิ่งที่ไม่ชอบมากขึ้น ย่อมหมายถึงการได้รู้จักความชอบของตัวเองมากขึ้นเช่นกัน อาจฟังดูเชยสักหน่อย แต่รับรองว่าช่วยได้และให้ผลชัดอย่างแน่นอน

6. รู้ว่าตนเองถนัดอะไร

present
การรู้ว่าตนเองถนัดอะไร ทำอะไรได้ดี ล้วนสามารถพัฒนาทักษะของคุณให้ก้าวไปได้ไกลขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้น หากการทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดมากๆ แล้วมีความสุข ก็ควรจะพัฒนาและทำสิ่งนั้นให้สุดไปเลย เนื่องจากการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและถนัด ย่อมเป็นสิ่งที่สมควรทำอยู่แล้ว

7. อดทนเข้าไว้

การอดทนรอคอยเพื่องานที่ชอบและอาชีพที่ใช่นั้น อาจเป็นสิ่งที่ยากที่สุด แต่กลับเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นที่สุดในระยะยาว ดังนั้น ควรอดทนเข้าไว้ แล้วรอดูว่าชีวิตของคุณจะก้าวไปสู่เส้นทางแบบไหน ไม่แน่ว่าคุณอาจประหลาดใจกับอนาคตอันสดใสที่รออยู่ข้างหน้า

Source : Inc

27 พฤศจิกายน 2559

งานวิจัยเผย “คนชอบคิดมาก” มักเป็นคนฉลาดและมีความคิดสร้างสรรค์



ในสังคมสมัยใหม่ การแปะป้ายตัดสินคนอื่นว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ โดยมองเพียงแค่พฤติกรรมและลักษณะนิสัยของเขา กลายเป็นเรื่องที่ทำกันทั่วไปเป็นปกติ เนื่องจากสังคมสมัยนี้มีทั้ง คนชอบเก็บตัว(Introvert) คนชอบเข้าสังคม(Extrovert) คนที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างสองประเภทนี้ (Ambivert) คนขี้กังวล และอื่นๆ อีกตั้งมากมาย
และสำหรับคนที่ชอบวิตกกังวลนั้น มีงานวิจัยที่เพิ่งผ่านมาไม่นาน เปิดเผยว่า การมีนิสัยขี้กังวลและคิดมาก ทำให้คนเหล่านี้มีความคิดสร้างสรรค์และความคิดที่พัฒนาไปไกลกว่าคนอื่นมาก
โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย King’s College ในกรุงลอนดอน ก็ได้ให้ความเห็นไว้เช่นกันว่า อาการวิตกกังวลเกินไปนั้น มีความสัมพันธ์กับการมีจินตนาการที่สูงด้วย

การวิตกกังวล เป็นต้นกำเนิดของปัญญา

คิดมาก
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีส่วนมาก เริ่มมาจากการที่มนุษย์เรากังวลว่าจะอดอยากในอนาคต กลัวถูกเผ่าอื่นโจมตีและขโมยข้าวของไป ไม่ก็กลัวว่าเทพเจ้าจะพิโรจน์ต่อการกระทำของพวกตน และอีกมากมาย สิ่งที่ทำให้คนคิดมากแตกต่างจากคนอื่นๆ ก็คือ จินตนาการ นั่นเอง พวกเขาเห็นหนทางในการเอาตัวรอดจากอันตรายและการพัฒนาตัวเอง
ยกตัวอย่างเช่น การรักษาความปลอดภัยของบ้าน ในความคิดของคนส่วนใหญ่มักเป็นการล็อคประตูหน้าบ้านและหน้าต่างชั้นแรกก็เพียงพอแล้ว ส่วนคนที่ห่วงความปลอดภัยขึ้นมาอีกหน่อยก็อาจวางไม้เบสบอล ไม้กอล์ฟไว้ใกล้ๆ ประตู หรือไม่ก็เตรียมปืนเก็บไว้ แต่คนที่ชอบวิตกกังวลจะไม่ได้คิดถึงแค่เรื่องอันตรายจากภายนอกเท่านั้น เขาจะคิดเผื่อว่า แล้วถ้าเด็กอาจจะไปเจอปืนเข้าและบาดเจ็บ หรือ มีโจรขโมยปืนไปตอนไม่มีคนอยู่บ้านล่ะ! จะทำยังไง? นั่นทำให้คนประเภทนี้หาวิธีเก็บอาวุธไว้ในที่ปลอดภัยจากคนอื่นมากที่สุด
แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่เกิดเรื่องอันตรายร้ายแรงอะไรขึ้น แต่การมีจินตนาการสูงเช่นนี้ก็ทำให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ต่างๆ มากขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือได้ด้วย

จินตนาการเสมือนจริง ช่วยปกป้องมนุษย์จากภัยอันตรายของธรรมชาติและสัตว์ป่า

ในยุคสมัยใหม่ คนที่ชอบวิตกกังวลจะสรรหาวิธีสร้างสรรค์มากมายเพื่อจัดการกับปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่เรื่องงาน และเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับตัวเอง แต่ในยุคโบราณนั้น กลไกการเอาตัวรอดทำให้บรรพบุรุษของเราสร้างจินตนาการเสมือนจริงขึ้นมา แม้ในฤดูร้อนที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ ผู้คนไม่ขาดแคลนอาหาร พวกเขาก็ยังจินตนาการไปถึงการขาดแคลนอาหาร การต้องการที่พักอาศัย ความอบอุ่น อุณหภูมิที่จะเพิ่มสูงขึ้นในฤดูหนาวที่ใกล้เข้ามา
ดังนั้น พวกเขาจึงต้องหาอาหารเพื่อกักเก็บไว้สำหรับฤดูหนาว แล้วคิดวิธีถนอมเนื้อสัตว์และพืชผักเหล่านั้นขึ้นมา นี่ถือเป็นกลไกการเอาตัวรอดด้วยการจินตนาการถึงเหตุการณ์ที่แย่ที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

นักคิดและศิลปินระดับโลกมากมาย มีนิสัยคิดมากและขี้กังวล

ดร. อดัม เพอร์คินส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา ได้กล่าวไว้ว่า ผู้คนที่ร่าเริงและมองโลกในแง่ดีจะไม่มานั่งครุ่นคิดเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ เราจะสังเกตเห็นว่า เหล่านักคิดหรือบุคคลอัจฉริยะมากมายมักดูไม่มีความสุขเลย พวกเขามักครุ่นคิดวิตกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งแปลว่าพวกเขาค่อนข้างมีความสเถียรทางอารมณ์ที่น้อยกว่าคนทั่วไป ลองนึกถึงชีวิตของไอแซค นิวตัน, ชาร์ลส์ ดาร์วิน, วินเซ็นต์ แวน โกะห์ หรืออย่าง จอห์น เลนนอน ที่เขาเคยกล่าวไว้ว่า ‘Genius is pain’ หรือ ‘ความอัจฉริยะคือความเจ็บปวดอย่างหนึ่ง’ ซึ่งเป็นคำพูดที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างความคิดสร้างสรรค์และความไม่เสถียรทางอารมณ์ได้ดีที่สุด
มันไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรที่คนเราจะทดลองฝึกฝนจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา และเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำหากมันช่วยทำให้เราได้ลองฝึกคิดอะไรต่างๆ ให้รอบคอบยิ่งขึ้น ซึ่งไม่แน่ว่าคุณเองก็อาจจะค้นพบแนวคิดหรือไอเดียอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาก็ได้

Source : LifeHack

25 พฤศจิกายน 2559

“ความเป็นผู้นำ” เกิดขึ้นได้อย่างไร?



“อะไรที่ทำให้คนเรากลายมาเป็นผู้นำที่ดีได้?”

ในแนวคิดเชิงธุรกิจเรามักจะพบกับคำถามแบบนี้อยู่เป็นประจำ มีหนังสือจิตวิทยาตั้งมากมายที่มีการตีพิมพ์เกี่ยวกับความเป็นผู้นำ แต่น้อยเล่มนักที่จะให้คำนิยามคำว่า “ความเป็นผู้นำ” ได้อย่างแท้จริง ดังนั้น เรามาดูกันดีกว่าว่า ความเป็นผู้นำนั้น แท้จริงแล้วเป็นกันได้อย่างไร?

ความเป็นผู้นำไม่ได้เกิดจากความอาวุโส หรือตำแหน่งภายในองค์กร

เป็นความเข้าใจผิดที่คนส่วนใหญ่มักคิดว่าความเป็นผู้นำภายในองค์กรนั้นต้องเป็นคนที่มีตำแหน่งสูงๆ แต่อันที่จริงแล้ว ตำแหน่งก็เป็นเพียงตำแหน่ง ๆ หนึ่งเท่านั้น การมีความเป็นผู้นำไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะคุณได้เลื่อนตำแหน่งงานที่สูงขึ้น แต่มันล้วนเกิดขึ้นจากตัวคุณเองทั้งนั้น ไม่ว่าคุณจะทำงานในตำแหน่งใดก็ตาม

ความเป็นผู้นำไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกับตำแหน่ง

เหมือนกับข้อด้านบน เพียงแค่คุณได้รับตำแหน่งที่สูงกว่า ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็นผู้นำได้ เรามักจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะก้าวสู่การเป็นผู้นำขององค์กร แต่แท้จริงแล้วทุกคนสามารถเป็นผู้นำที่ดีได้โดยไม่ต้องมียศตำแหน่งใดๆ เลย อย่างเช่น เป็นผู้นำในงานที่ทำ เป็นผู้นำชุมชนที่อาศัยอยู่ หรือแม้แต่เป็นผู้นำที่ดีของครอบครัว เป็นต้น

ความเป็นผู้นำไม่จำเป็นต้องทำเหมือนผู้นำคนอื่นๆ

เท้า กางเกง เดิน
เมื่อพูดถึงคำว่า “ผู้นำ” คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึง การยืนอยู่เหนือบุคคลอื่น การเป็นคนที่สามารถสั่งให้ลูกน้องทำนู่นนี่นั่นได้ ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ แต่อย่าลืมว่ายุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว การเป็นผู้นำที่ดีไม่จำเป็นต้องทำตามสิ่งที่ผู้นำคนอื่นๆ ทำ
บางคนอาจชี้นิ้วสั่งลูกน้องให้ทำสิ่งต่างๆ โดยที่เขาไม่ต้องทำอะไรเลย แต่บางคนก็อาจเป็นคนที่ก้าวไปพร้อมกับลูกน้อง เป็นทีมเดียวกันและช่วยแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งเห็นได้ชัดเลยว่าแบบหลังได้ใจลูกน้องไปเต็มๆ ดังนั้น การเป็นผู้นำที่ดีจึงต้องสร้างผลลัพธ์ที่ดีต่อตัวเองและดีต่อผู้ตามด้วย

ความเป็นผู้นำไม่จำเป็นต้องมีทั้งการบริหารและการปกครอง

ข้อนี้สำคัญมาก คำว่า “ความเป็นผู้นำ” และ “การจัดการ” ไม่ใช่คำๆ เดียวกัน เช่นสมมติว่าคุณมีลูกน้อง 15 คน แน่นอนว่าคุณจำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการที่ดีระดับหนึ่ง และในฐานะผู้จัดการคุณจะต้องมีการวางแผน คำนวณ ติดตาม ประสานงาน แก้ปัญหา ฯลฯ ซึ่งผู้บริหารมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับสิ่งเหล่านี้
แล้วถ้าเป็นผู้นำละ? ผู้นำที่ดีจะเคารพในเสียงและความคิดเห็นส่วนใหญ่ของลูกน้อง แล้วจึงค่อยพิจารณาว่าสิ่งไหนต้องมีการแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม

มาดูคำนิยามของคำว่า ผู้นำ ของเหล่าคนประสบความสำเร็จกัน

PETER DRUCKER กล่าวว่า “คำนิยามเดียวของผู้นำ ก็คือ คนที่มีผู้ตาม”
จริงหรือ? นี่เป็นนิยามที่ยังไม่ถูกต้องเท่าไหร่นัก ยกตัวอย่าง หัวหน้ากองกำลังทหารมีกำลังพลลูกน้องอยู่ 200 นาย นายทหารคนนี้ไม่เคยออกจากห้องทำงานมาเจอหรือพูดคุยกับลูกน้องเลย มีเพียงแต่คำสั่งที่สั่งผ่านนายทหารระดับรองลงมาแค่นั้น และบางทีลูกน้องก็ทำผิดคำสั่งอยู่บ้าง ถามว่าหัวหน้าคนนี้เป็นผู้นำจริงไหม หรือแท้จริงแล้วเขาเป็นเพียงแค่คนสั่งการเท่านั้น
WARREN BENNIS กล่าวว่า “ความเป็นผู้นำ คือคนที่สามารถเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้กลายเป็นความจริง”
ดูเหมือนว่าสิ่งที่เบนนิสพูด ก็ยังไม่ใช่เท่าไหร่นัก ยกตัวอย่าง คุณมักนึกถึงการลงมือทำสวนสวยๆ (วิสัยทัศน์) และคิดว่าผักสวนครัวที่คุณปลูกอยู่นั้นมันจะต้องเป็นไปได้สวยแน่ๆ แต่ถามว่าคุณเป็นผู้นำไหม? ก็ยังไม่ใช่ ไม่มีสาเหตุอะไรที่บ่งชี้ว่าคุณเป็นผู้นำเลย
บิล เกตส์
BILL GATES กล่าวว่า “ในศตวรรษข้างหน้า ผู้นำคือคนที่จะสร้างผู้นำคนอื่นๆ”
ดูเหมือน คำว่า “ผู้นำคนอื่นๆ” ของ บิลล์ เกตส์ ก็ยังไม่ครอบคลุมซะทั้งหมด
 JOHN MAXWELL กล่าวว่า “ความเป็นผู้นำ คือการมีอิทธิพลเหนี่ยวนำผู้อื่น ไม่มากไป แต่ก็ไม่น้อยไป”
แมกซ์เวลล์นิยามไว้ได้ดีมาก แต่ยังไม่ครบซะทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ผู้จัดการ หรือ หัวหน้างาน ย่อมมีอิทธิพลต่อการทำงานของลูกน้องได้เช่นกัน แน่นอนว่าบุคคลทั้งสองมีอิทธิพลในการเหนี่ยวนำบุคคลอื่นๆ แต่การเหนี่ยวนำของบุคคลทั้งสองก็ไม่ใช่สิ่งที่บอกถึงความเป็นผู้นำแต่อย่างใด

แล้วอะไรคือคำนิยามที่แท้จริงของ “ความเป็นผู้นำ” ?

ผู้ชาย หนวด ผู้นำ
ความเป็นผู้นำ คือ กระบวนการเหนี่ยวนำทางสังคมโดยอาศัยความสามารถ ความพยายาม และกำลังใจที่อยู่ในตัวบุคคลอื่นๆ เพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด
และอย่าลืมว่า…
  1. ความเป็นผู้นำ เกิดจากการมีอิทธิพลทางสังคม ไม่ใช่อิทธิพลในการใช้กำลัง
  1. ความเป็นผู้นำ ย่อมต้องมีผู้ตาม แต่ไม่ได้หมายถึงผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกน้อง
  1. ยังมีสิ่งที่ไม่ได้กล่าวถึงอีกมากของคุณสมบัติด้านอื่นๆ ในตัวบุคคล ที่ส่งผลให้เกิดภาวะความเป็นผู้นำ
  1. การบรรลุเป้าหมายสูงสุดเกิดขึ้นเองไม่ได้ มันต้องมีการวางแผนมาก่อนแล้ว
ความเป็นผู้นำ คือสิ่งที่มีผลต่อการลงมือทำ อย่ามัวเอาแต่หาคำนิยามของมัน เพราะไม่มีใครที่จะมอบความเป็นผู้นำให้คุณได้ นอกจากตัวคุณเองจะสร้างมันขึ้นมา

Source : talentsmart