26 ธันวาคม 2559

17 หลักการแห่งความสำเร็จ ของ “นโปเลียน ฮิลล์”


สิ่งใดก็ตามที่คุณกล้าจะนึกฝันและเชื่อมั่น ทุกสิ่งนั้นย่อมเป็นไปได้เสมอ
นโปเลียน ฮิลล์ ผู้เขียนหนังสือ “Napoleon Hill’s Keys to Success: The 17 Principles of Personal Achievement” (หนังสือเล่มนี้มีฉบับแปลไทยครับ ชื่อหนังสือชื่อว่า “หัวใจแห่งความสำเร็จ” ยังไงก็ลองหามาอ่านกันได้) เขาได้เผย 17 หลักการที่มีผลต่อความสำเร็จของคนเรา โดยสรุปเป็นใจความสำคัญของแต่ละหลักการไว้สั้นๆ ดังนี้

บทที่ 1 การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน

การมีเป้าหมายที่แน่นอนชัดเจน คือจุดเริ่มต้นของการประสบความสำเร็จทั้งปวง การที่คุณไม่มีเป้าหมายหรือแผนการในหัวนั้น จะทำให้คุณใช้ชีวิตอย่างไร้จุดมุ่งหมายเหมือนกับเรือที่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางมหาสมุทร

บทที่ 2 การร่วมมือร่วมใจกัน

หลักการของแนวคิดนี้ก็คือ การทำงานร่วมกันระหว่างสองบุคคลขึ้นไปเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ และความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากการร่วมมือกันกับผู้อื่น

บทที่ 3 การมีศรัทธา

ความศรัทธา คือ สภาวะที่จิตใจของเราแฝงไปด้วย เป้าหมาย แรงปรารถนา และแผนการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่จะนำไปสู่ความสมดุลในชีวิตและทรัพย์สิน

บทที่ 4 การทำมากกว่าที่ใครคาดหวัง

เมื่อคุณทำมากกว่าที่คนอื่นคาดหวัง กฎแห่งการตอบแทนจะปรากฎขึ้น
การทำให้มากเกินกว่าที่ใครคาดหวัง คือการปฏิบัติหน้าที่ให้มากกว่าเงินเดือนที่คุณถูกจ้าง และเมื่อคุณทุ่มสุดตัวเมื่อใด เมื่อนั้นคุณก็จะได้รับค่าตอบแทนอันคุ้มค่าตามมา

บทที่ 5 การมีบุคลิกภาพที่ดี

บุคลิกภาพ คือภาพรวมของ จิตใจ อารมณ์ความรู้สึก ลักษณะท่าทาง และอุปนิสัยของเรา ที่สามารถแยกลักษณะออกจากบุคคลคนอื่นๆ ได้ สิ่งนี้เองที่คนอื่นใช้ตัดสินเราว่าเราเป็นคนน่าไว้ใจหรือไม่

บทที่ 6 การริเริ่มที่ตัวของเราเอง

การเริ่มต้นที่ตัวเราเอง คือพลังที่จะกระตุ้นให้เกิดการบรรลุเป้าหมายที่เราได้ตั้งไว้ มันคือพลังซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการกระทำทั้งปวง คุณจะไม่สามารถเป็นอิสระได้เลย จนกว่าคุณจะเรียนรู้ที่จะทำในสิ่งคุณอยากทำและมีความกล้าพอที่จะลงมือทำมัน

บทที่ 7 การมีทัศนคติที่ดี

การมีทัศนคติเชิงบวก คือสิ่งที่ควรทำในทุกสถานการณ์ เพราะเราคิดสิ่งใดมันย่อมดึงดูดสิ่งนั้นเข้ามาเสมอ ความสำเร็จก็มักดึงดูดความสำเร็จมากมายเข้ามา ขณะที่ความล้มเหลวก็มักจะดึงดูดความล้มเหลวมากมายเข้ามาเช่นกัน

บทที่ 8 การกระตือรือร้น

ความกระตือรือร้น คือการมีศรัทธาหรือความปรารถนาอันแรงกล้าที่ออกมาจากภายใน และสามารถแสดงออกมาผ่านน้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง และอารมณ์ได้

บทที่ 9 การมีวินัยในตนเอง

การมีวินัยในตัวเองเริ่มจากการเป็นนายของความคิดตัวเอง หากคุณควบคุมมันไม่ได้ คุณก็ควบคุมความต้องการของตัวเองไม่ได้เช่นกัน ซึ่งการที่คุณจะมีวินัยในตัวเองได้นั้น คุณจำเป็นต้องมีความสมดุลของสมองและหัวใจ หรือสมดุลการใช้เหตุผลและอารมณ์นั้นเอง

บทที่ 10 การมีความคิดที่เที่ยงตรง

พลังแห่งความคิด อาจพลังที่อันตรายที่สุดหรืออาจจะเป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับมนุษยชาติ ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้มันอย่างไร

บทที่ 11 การใส่ใจในสิ่งที่ทำอยู่

การมีจิตใจจดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่ นำไปสู่การเป็นนายของความเพียรพยายาม นอกจากมันจะช่วยให้คุณสามารถโฟกัสความคิดของคุณได้แล้ว มันยังช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายและรักษาความตั้งใจของคุณเอาไว้ได้ด้วย

บทที่ 12 การทำงานเป็นทีม

ทีมเวิร์ค คือการทำงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งก็คือ ความตั้งใจ สมัครใจ และความเป็นอิสระ เมื่อใดก็ตามที่ทุกคนมีความสามัคคีกันในการทำธุรกิจหรืออุตสาหกรรม ความสำเร็จก็ย่อมไม่หนีไปไหน ความสามัคคีกลมเกลียวจึงเป็นเสมือนสมบัติที่ประเมินค่าไม่ได้เลย

บทที่ 13 การรู้จักความลำบากและความพ่ายแพ้

ความล้มเหลวเป็นเพียงความพ่ายแพ้เพียงชั่วคราวที่พิสูจน์ว่า นี่อาจจะเป็นพรอันประเสริฐที่แปลงตัวมา หรือเรียกอีกอย่างก็คือ เรื่องดีๆ ที่แฝงอยู่ในเรื่องร้ายๆ
การที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้น ล้วนผ่านความยากลำบากและความล้มเหลวมาก่อนแล้วทั้งนั้น

บทที่ 14 การคิดอย่างสร้างสรรค์

การมีความคิดสร้างสรรค์ เกิดขึ้นจากการที่คุณกล้าคิด กล้าจินตนาการได้อย่างอิสระ มันจึงไม่ใช่ปาฏิหาริย์และไม่เกี่ยวกับการมีพรสวรรค์หรือไม่มีพรสวรรค์มาแต่กำเนิด

บทที่ 15 การมีสุขภาพที่ดี

การมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงเริ่มด้วยการฝึกฝนสมาธิ ซึ่งก็เหมือนกับการประสบความสำเร็จในการลงทุน ที่เริ่มด้วยการเจริญสติ

บทที่ 16 การบริหารเวลาและเงิน

เวลาและเงินคือทรัพยากรที่มีค่า และมีคนที่กำลังต่อสู้เพื่อความสำเร็จเหล่านี้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่เชื่อมั่นว่าพวกเขาจะต้องครอบครองสิ่งเหล่านี้ให้ได้

บทสุดท้าย บทที่ 17 อุปนิสัย

การพัฒนาและการสร้างนิสัยเชิงบวกจะช่วยให้จิตใจเราสงบขึ้น มีสุขภาพดีและมีความมั่นคงทางการเงินด้วย ดังนั้นความสำเร็จของคุณล้วนมาจากสิ่งเหล่านี้ก็คือ นิสัยเชิงบวก วิธีคิด และการกระทำของคุณเอง

Source : success

25 ธันวาคม 2559

นักจิตวิทยาเผย 2 ปัจจัยที่คนอื่นใช้ตัดสินคุณ เมื่อพบคุณครั้งแรก



ตั้งแต่มนุษย์เกิดขึ้นมา มนุษย์เราก็เริ่มตัดสินคนอื่น ๆ ทั้งแบบที่ไม่รู้ตัว(จิตใต้สำนึก) และแบบที่รู้ตัว เราสามารถตัดสินคนอื่นได้ภายในไม่กี่วินาที แล้วมนุษย์เราใช้ปัจจัยอะไรบ้างในการที่จะตัดสินผู้อื่น?
Amy Cuddy ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำ Harvard Business School ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับ ความประทับใจแรก หรือ First Impression ร่วมกับนักจิตวิทยานาม Susan Fiske และ Peter Glick เป็นเวลายาวนานกว่า 15 ปี และได้พบรูปแบบที่ตายตัวของการปฏิสัมพันธ์นี้
Ammy Cuddy pic from Flickr
Ammy Cuddy pic from Flickr
Cuddy เขียนไว้ในหนังสือเล่มใหม่ของเธอ “Presence” ว่า ผู้คนจะตอบคำถาม 2 คำถามนี้ ทันทีที่พวกเขาเจอคุณเป็นครั้งแรก
  • ฉันจะไว้ใจคน ๆ นี้ได้หรือเปล่า?
  • ฉันจะนับถือคน ๆ นี้ได้หรือเปล่า?  
นักจิตวิทยาเรียกสองสิ่งนี้ว่า ความอบอุ่น และ ความสามารถ ตามหลักการแล้วคุณจะอยากให้คนอื่นมองว่าคุณนั้นมีทั้งสองอย่าง
Photo Credit : TED Talks
Photo Credit : TED Talks
Cuddy กล่าวว่าคนส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับ ความสามารถ มากกว่าโดยเฉพาะในบริบทของหน้าที่การงาน นั่นเป็นเพราะว่าพวกเขาอยากพิสูจน์ให้คุณเห็น ว่าพวกเขาก็ฉลาดและเก่งพอๆกับคุณ
แต่จริง ๆ แล้ว ความอบอุ่น หรือ ความคู่ควรแก่การไว้ใจ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดทีคนอื่นใช้ตัดสินเรา “หากเล่าถึงบรรพบุรุษของเรา” Cuddy กล่าว “การที่พวกเขาจะไว้ใจใคร ถือเป็นสิ่งสำคัญในการเอาตัวรอดมากกว่าสิ่งอื่น” หากเรามองย้อนไปที่มนุษย์ยุคหิน เราก็จะเข้าใจว่า การที่จะไว้ใจใครนั้นเป็นสิ่งสำคัญเอามาก ๆ เพราะสภาพชีวิตที่ค่อนข้างป่าเถื่อนทำให้พวกเขามีโอกาสถูกปล้นหรือถูกฆ่าสูง
Cuddy กล่าวว่า ความสามารถเป็นสิ่งสำคัญ แต่ในขณะเดียวกันคนเราจะมองเห็นความสามารถของกันและกันก็ต่อเมื่อได้ไว้ใจกันแล้ว นอกจากนี้ ถ้าคุณกังวลเรื่องความสามารถของตนมากเกินไป ก็อาจส่งผลเสียได้ อย่างเช่น พนักงานบริษัทที่เพิ่งจบใหม่มักจะให้ความสำคัญกับการถูกมองว่าเป็นคนเก่งและมีความสามารถ ทำให้พวกเขาไม่สุงสิงกับใครและไม่ชอบขอความช่วยเหลือ จนพวกเขาดูไม่เป็นมิตร ทำให้คนเหล่านี้มักได้รับการตอบรับจากคนอื่นในด้านลบ และมักจะไม่ได้รับงาน เพราะไม่มีใครในที่ทำงานไว้ใจพวกเขาเลย
“หากคุณต้องการจะพูดโน้มน้าวใครสักคน เพื่อให้เขาช่วยคุณหรือซื้อของ ๆ คุณ แต่เขากลับไม่ไว้ใจคุณ และคุณอาจจะต้องผิดหวัง หากในความเป็นจริงแล้ว อาจเป็นเพราะว่าเขามองว่าคุณเป็นคนเจ้าเล่ห์ก็ได้” Cuddy กล่าว
“ผู้ที่มีความอบอุ่น ความน่าไว้ใจ และมีความสามารถ ถือเป็นคนที่น่ายกย่อง แต่ก่อนจะโฟกัสที่ความสามารถนั้นคุณควรได้รับการไว้วางใจเสียก่อน แล้วความสามารถของคุณจึงจะกลายเป็นพรสวรรค์ ไม่ใช่เล่ห์เหลี่ยมที่ดูน่ากลัว”

Source : Tech Insider


23 ธันวาคม 2559

5 สัญญาณที่บ่งบอกความเป็น CEO ในตัวคุณ


เคยสงสัยไหมครับว่า ความเป็นผู้บริหารหรือที่เรามักเรียกกันว่า CEO นั้นมีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด หรือต้องสั่งสมประสบการณ์สร้างมันขึ้นมาเอง? เบน โฮโรวิทซ์ ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นนักธุรกิจชั้นนำกล่าวว่า ทักษะขั้นสูงส่วนใหญ่ล้วนต้องอาศัยเวลาหลายปีเพื่อสั่งสมประสบการณ์การทำงาน
คุณลักษณะสำคัญต่างๆ ของ CEO เช่น การติชมพนักงานนั้น มาจากการฝึกฝน ไม่ต่างจากกีฬามวยที่ต้องฝึกยกเท้าด้านหลังก่อน ซึ่งเป็นท่าทางที่ฝืนธรรมชาติ โดยเขากล่าวว่า “ปกติแล้วก็ต้องใช้เวลาหลายปีนะ กว่าผู้บริหารจะพัฒนาทักษะความสามารถต่างๆ ที่จำเป็นต่อการบริหารได้” ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ความเป็น CEO ไม่ได้มีมาตั้งแต่เกิด หากแต่ต้องสั่งสมมาจากประสบการณ์นั่นเอง
การจะกลายเป็นผู้นำที่ดีได้ต้องอาศัยการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าใครก็ตามที่ฝึกหนักแล้วจะกลายเป็น CEO ที่ดีได้หมดทุกคนหรอกนะ คุณอาจรู้สึกอิจฉาผู้นำบางคนที่แทบไม่ต้องฝึกฝนอะไร แต่ก็เป็นผู้นำที่ใครๆ ต่างเคารพนับถือ เนื่องจากคนเหล่านี้มีชุดความคิดบางอย่างเป็นพื้นฐานก่อนการเรียนรู้เพื่อไปสู่การเป็นผู้นำที่ดีมาแต่ก่อนแล้วนั้นเอง

1. คุณเป็นคนอยากรู้อยากเห็นและใฝ่เรียนรู้อยู่เสมอ

ลักษณะข้อแรกในการพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จก็คือ การเป็นคนรักการเรียนรู้อยู่เสมอ อย่างที่นักธุรกิจชื่อดังแทบทุกคน ไม่ว่าจะเป็น วอร์เรน บัฟเฟตต์ บิลล์ เกตส์ ไปจนถึงโอปราห์ วินฟรีย์ มักจะบอกว่าตัวเองเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าคุณต้องการข้อมูลสนับสนุนที่น่าเชื่อถือกว่านี้ เราก็มีมานำเสนอให้คุณเช่นกัน
The New York Times ได้เขียนเกี่ยวกับงานวิจัยหนึ่งที่เผยว่า ประสบการณ์การทำงานหลากหลายบทบาทจะทำให้คุณมีแนวโน้มไปสู่ตำแหน่งสูงสุดขององค์กรได้มากกว่า ตั้งแต่การเงินจนไปถึงฝ่ายการตลาด ไม่ใช่แค่ตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาให้เก่งในด้านที่ตัวเองทำเท่านั้น
นีล เออร์วิน นักข่าวของ The New York Times เขียนไว้ว่า “การประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจไม่ใช่แค่เรื่องของความฉลาดหรือการไต่เต้าไปสู่จุดสูงสุด แต่คือการสะสมทักษะที่หลากหลายและสามารถเรียนรู้เรื่องที่อยู่นอกเหนือจาก comfort zone ของตัวเองได้”

2. คุณเต็มใจยอมรับว่าตัวเองเป็นคนที่โง่ที่สุดในห้อง

แน่นอนว่า CEO จะต้องเป็นคนฉลาดในระดับหนึ่งจึงจะบริหารบริษัทได้ แต่สำหรับผู้บริหารชั้นนำนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าความสามารถส่วนตัวก็คือการเฟ้นหาและรับฟังผู้ร่วมงานที่มีความสามารถนั่นเอง การเป็นผู้นำที่ดีต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตัว ยอมรับนับถือในความสามารถของผู้อื่น รวมถึงต้องมีความมั่นใจในตนเองพอที่จะกล้าเปิดเผยขีดจำกัดของตนและรับความช่วยเหลือจากผู้อื่นด้วย
นอกจากนั้น เควิน จอห์นสัน ยังได้เขียนอธิบายไว้อย่างชัดเจนอีกว่า คุณต้องยอมรับให้ได้ว่าบางครั้งคุณก็อาจเป็นคนที่โง่ที่สุดในห้องก็ได้ “คนทั่วไปมักจะกลัวคนฉลาด ถ้าให้เลือกระหว่างการถูกขังไว้กับผู้คนที่ฉลาดสุดๆ กับคนธรรมดาเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ คนส่วนใหญ่ก็จะเลือกอยู่กับคนธรรมดามากกว่า”
คุณต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และผลลัพธ์ที่ได้มาก่อนอัตตาของตนเสมอ และควรคบหากับเหล่าคนที่ฉลาดๆ เข้าไว้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมจอห์นสันจึงมองหาเพื่อนใหม่ๆ ที่ฉลาดเป็นเลิศอยู่เสมอ “พวกเขาทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ดีพอ บางทีก็ถึงขั้นรู้สึกว่าตัวเองยังโง่มากๆ แต่ผมรับได้นะ เพราะรู้ว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรมากมายจากพวกเขา” เขาอธิบาย

3. คุณทำตามความฝัน แม้จะรู้ว่ามันเป็นไปได้ยาก

อยากรู้ไหมว่า อีลอน มัสก์ ผู้เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่กล้าเสี่ยงมากที่สุดในโลกนั้นจัดการกับความเสี่ยงยังไง? เขาไม่ได้ไม่ใส่ใจมันหรอกนะ ซ้ำยังเพิ่งให้สัมภาษณ์ว่า อันที่จริงแล้ว เขากลัวความเสี่ยงสูงจากการดำเนินโครงการหลุดโลกต่างๆ เช่น เรื่องการอาศัยบนดาวอังคาร โดยยอมรับว่า “ผมรู้สึกกลัวมากเลยล่ะ!”
แทนที่จะเผชิญกับความเสี่ยงด้วยการมองโลกในแง่ดีอย่างไร้เหตุผล มัสก์จะศึกษาโอกาสของความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้น และลิสต์รายการความเสี่ยงทั้งหมดที่เขากำลังเผชิญอยู่ แต่เขาก็จะดำเนินการต่ออยู่ดี “ตอนเริ่มทำ SpaceX ผมคิดว่าโอกาสที่จะสำเร็จนั้นมีแทบไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ และผมก็ยอมรับได้ว่าเราอาจจะไม่เหลืออะไรกลับมาเลย แต่บางทีเราอาจจะสามารถสร้างความก้าวหน้าอะไรขึ้นมาบ้างก็ได้” เขากล่าว
การเฝ้าระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ถือเป็นเครื่องหมายการค้าของนักบริหารที่เยี่ยมยอดเลยก็ว่าได้  โรเบิร์ต สคอเบิล ผู้ซึ่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ CEO ให้กับเว็บไซต์ Rackspace ได้เขียนลงในเว็บไซต์ Quora ว่า ผู้บริหารในอุดมคติเป็นคนที่ “เชื่อมั่นว่าจะทำเป้าหมายในระยะยาวให้สำเร็จได้ ในขณะเดียวกันก็ยังกังวลเรื่องการทำตามเป้าในระยะสั้นให้ได้ด้วย มุมมองแบบนี้ทำให้ผู้ประกอบการรักษาความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของบริษัทได้โดยไม่ละเลยงานพื้นฐานๆ ของธุรกิจ Startup ด้วย”

4. คุณหมกมุ่นในสิ่งที่ทำ

บ้างก็เรียกคุณลักษณะเช่นนี้ว่า ความคลั่งไคล้ (Passion) บ้างก็เรียกว่าความใส่ใจ แต่ไม่ว่าจะเรียกมันว่าอะไรก็ตาม การเป็น CEO ชั้นเยี่ยมจะต้องสามารถจดจ่อกับโจทย์หรือปัญหาที่น่าสนใจและคิดหาวิธีแก้ไขจนกว่าจะสำเร็จให้ได้
ยกตัวอย่างเช่น บิลล์ เกตส์ ในสมัยที่ยังเป็นนักเขียนโปรแกรมหนุ่ม เป็นที่รู้กันดีว่าเขามักจะนั่งทำงานจนฟุบหลับหน้าคอมพิวเตอร์เสมอ และก็ทำงานต่อได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีหลังจากสะดุ้งตื่น นอกจากนี้ยังมี
นิค วู้ดแมน CEO ของบริษัท GoPro ผู้หมกมุ่นกับความใฝ่ฝันจะพัฒนาคุณภาพการบันทึกวิดีโอการเล่นเซิร์ฟและใช้เวลาเฝ้าทดลองอย่างจริงจังหลายต่อหลายเดือน
ดรูว์ ฮูสตัน ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Dropbox อธิบายคุณลักษณะดังกล่าวได้เป็นอย่างดี โดยเอาไปเปรียบกับลูกเทนนิส “ลูกเทนนิสก็เหมือนกับการค้นหาสิ่งที่คุณคลั่งไคล้นั่นแหละ” เขากล่าว “ผู้ประกอบการและคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ที่ผมรู้จักน่ะคลั่งไคล้และหมกมุ่นกับการแก้ปัญหาที่สำคัญต่อพวกเขามากๆ แล้วที่เปรียบเทียบอย่างนี้ก็เพราะ ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ผมโยนลูกเทนนิสใส่สุนัขของผม มันจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นคลั่งไคล้ในลูกเทนนิสนั่นทันที”
แล้วคุณล่ะ มีความรู้สึกตื่นเต้นหรือคลั่งไคล้อะไรบ้างไหมเวลาเจอกับปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้?

5. คุณเป็นนักเล่าเรื่องชวนฟัง

ในเมื่อสิ่งที่คุณอยากทำคือธุรกิจไม่ใช่รายการทีวียอดฮิต แล้วทำไมการเล่าเรื่องเก่งถึงสำคัญนักต่อการเป็น CEO ที่ประสบความสำเร็จล่ะ? คำตอบก็คือ เพราะว่ามนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้เหตุผล (พบเห็นได้ง่ายๆ ตามวงคุยถกเถียงเรื่องการเมือง) ดังนั้นคุณจึงต้องดึงดูดให้ผู้คนมีอารมณ์ร่วมให้ได้ถ้าอยากโน้มน้าวหรือเปลี่ยนแปลงความคิดของพวกเขา
“เหล่า CEO ต้องจัดการกับความขัดแย้งระหว่างหลายกลุ่มผู้ร่วมผลประโยชน์” สคอเบิลกล่าว “บ่อยครั้งที่ความต้องการของลูกค้าไม่ตรงกับนักลงทุน เพราะฉะนั้น CEO ที่ดีจึงต้องมีความสามารถในการโน้มน้าวให้คนอื่นเห็นด้วยกับตนเอง หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงความคิดของพวกเขาไปเลย”

Source : Business Insider