21 สิงหาคม 2560

19 เหตุผล ทำไมชีวิตคุณถึง “ไม่ก้าวไปไหน” สักที?


การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องยากสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ เวลาที่คุณยึดติดตัวเองกับสิ่งต่างๆ คุณอาจจะรู้สึกว่าคุณไม่รู้จะเดินไปทางไหนต่อดี และชีวิตก็กำลังบอกคุณเช่นกันว่า มันถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องหาความเปลี่ยนแปลงในชีวิตซึ่งบ่อยครั้งที่เหล่าคนที่ประสบความสำเร็จก็อาจต้องเริ่มต้นจากสัญญาณเหล่านี้เช่นกัน

และต่อไปนี้เป็น 19 เหตุผลที่ทำให้ชีวิตคุณไม่ก้าวไปไหนสักที่ พร้อมทั้งวิธีแก้ไขเบื้องต้น

1. คุณไม่รู้จักพอ
ถ้าคุณมองไปในสิ่งที่คุณมีอยู่ แล้วคุณรู้สึกทุกข์ใจและต้องการมีมากกว่านี้เยอะๆ งั้นแสดงว่าก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้คุณพอใจได้เลยสิ แม้แต่ปัจจุบันตอนนี้ของคุณเอง แต่หากคุณมองไปแล้วรู้สึกภูมิใจสุขใจกับสิ่งที่คุณมีในวันนี้ แล้วคุณจะรู้สึกเสมอว่าคุณนั้นมีมากพอกว่าที่คุณต้องการแล้ว
2. คุณคิดว่าชีวิตมีข้อจำกัด
ข้อจำกัด เป็นสิ่งที่คุณกำหนดขึ้นมาเองทั้งนั้น หากคุณใช้จินตนาการและความมุ่งมั่นของคุณพุ่งเป้าไปที่จุดหมายที่หวังไว้ ความสามารถของมนุษย์เรานั้นไร้ขีดจำกัด จงเชื่อมั่นไว้เถอะว่าทุกสิ่งที่คุณตั้งใจล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น
3. คุณขาดความมั่นใจ
เราทุกคนมักมีเสียงคำถามมากมายเกี่ยวกับตัวเองในหัวว่า สิ่งนี้เหมาะสมไหม? สิ่งนี้ถูกต้องหรือเปล่า? หรือสิ่งนี้ดีไหมนะ? แต่ถ้าคุณเอาแต่ลังเลกับสิ่งเหล่านั้นจนเกินไป มันก็ยิ่งจะบั่นทอนกำลังใจคุณเองเปล่าๆ ดังนั้น เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้มากขึ้น คุณต้องบอกกับใจตัวเองให้หาวิธีใหม่ ๆ ในการรับมือและควบคุมจิตใจให้ได้
4. คุณรู้สึกว่าคุณควบคุมตัวเองไม่ได้
ความนิ่งเฉยเป็นศัตรูที่น่ากลัวที่สุด หากคุณไม่ควบคุมชีวิตของคุณให้ดี ชีวิตจะกลายมาเป็นผู้ควบคุมคุณแทน ดังนั้น เริ่มต้นหักห้ามจิตใจและควบคุมชีวิตคุณ โดยอาจเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ และเริ่มขยายไปที่เรื่องที่ใหญ่ขึ้น ๆ จนสามารถเป็นนายของชีวิตตนเองได้ในที่สุด
5. คุณละเลยปัญหา
การละเลยไม่สนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้ทำให้ปัญหาจากเราไปไหน แทนที่จะหลีกหนีปัญหา ลองเปลี่ยนมันเป็นการเผชิญหน้าแล้วหาวิธีแก้ไขมันอย่างชาญฉลาดจะดีกว่านะ
6. คุณหยุดวางแผนชีวิต
ความคิดที่ปราศจากแผนก็เป็นแค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ ดังนั้น จงหาความศรัทธาของตัวเองให้เจอเพื่อเริ่มต้นตั้งเป้าหมายอีกครั้ง แล้วมุ่งมั่นในการกำหนดแนวคิดและวิธีการที่จะไปให้เป้าหมายนั้นของคุณ
7. คุณไม่ยอมลงมือทำ
แค่รู้ว่าทำอย่างไร นั้นมันไม่เพียงพอ การจะก้าวไปข้างหน้าได้คุณต้องลงมือทำ ลองกำหนดเป้าหมายเล็ก ๆ ที่สามารถทำได้ในทุกวัน และเริ่มต้นขยายเป้าหมายของคุณให้ใหญ่ขึ้นต่อไปเรื่อยๆ
8. คุณไม่เชื่อมั่นในตัวเอง
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของชีวิต คือการที่คุณประเมินตัวเองต่ำไป ลองปรับวิธีคิดและพูดกับตัวเองในเชิงบวกเข้าไว้ เชื่อมั่นกับสิ่งที่ทำและรายล้อมตัวเองด้วยผู้ที่เชือมั่นในตัวคุณ
9. คุณชอบคิดแง่ลบ
เป็นเรื่องยากหรืออาจจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำที่เราจะได้รับผลดีจากการคิดลบ เพราะส่วนใหญ่แล้วมันกลับก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีด้วยซ้ำไป เมื่อคุณรู้สึกได้ว่าความคิดของคุณเริ่มเป็นไปในทางลบ ให้หยุดความคิดตัวเองทันที แล้วใช้เวลาต่อจากนั้นเพื่อไตร่ตรองว่าสิ่งแย่ ๆ ที่คุณคิดพวกนั้นมันมีผลต่อคุณอย่างไรในอนาคต
10. คุณยังคงทำสิ่งต่างๆ ในแบบที่เคยทำมา
เมื่อคุณก็ไม่คิดจะยอมเปลี่ยนวิธีการ ผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็ออกมาเหมือนเดิมอย่างไม่ต้องสงสัย สุดท้ายมันก็ไม่เกิดความก้าวหน้าใดๆ ขึ้นเลย ดังนั้น จงหาจุดด้อยที่สุดในวิธีการทำงานของคุณ แล้วเริ่มเปลี่ยนแปลงมันสักที แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ได้อาจดีขึ้นหรือแย่ลง แต่คุณจะไม่มีทางยืนอยู่จุดเดิมตรงนั้นอีกต่อไป
11. คุณหยุดพยายาม
เวลาเป็นสิ่งมีค่า อย่าปล่อยให้มันผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลย ไม่ว่าคุณจะอยู่สถานะใดหรือกำลังทำอะไรก็ตาม จงเตือนตัวเองทุกครั้งว่าคุณสมควรได้รับโอกาสที่ดีที่สุดในการนำพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จ อย่าหยุดพยายาม และลองเริ่มต้นจากเป้าหมายเล็ก ๆ ก็ได้
12. คุณโทษตัวเองว่า คุณมีต้นทุนชีวิตไม่เท่าคนอื่น
แม้ว่าคุณจะไม่ได้มีทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการตอนนี้ แต่หากคุณลองใช้ความคิดและความสามารถของคุณมาปรับใช้ร่วมกับสิ่งที่คุณมีอยู่ล่ะก็ ถึงแรกเริ่มเดิมทีต้นทุนของคุณจะมีอยู่น้อยสักเพียงใด แต่เชื่อเถอะว่าผลกำไรจากความสามารถของคุณมีมากมายกว่านั้นอย่างแน่นอน ดังนั้นเลิกโทษตัวเองได้แล้ว
13. คุณไม่มีความรับผิดชอบ
เมื่อคุณไม่สามารถรับผิดชอบสิ่งต่างๆ ได้ นั่นก็หมายความว่า คุณไม่สามารถไว้ใจตัวเองให้ทำสิ่งอื่นๆ ได้เช่นกัน จงเตือนตัวเองทุกวันว่าคุณต้องรับผิดชอบทั้งหน้าที่และคำพูดของตัวเอง และจำให้ขึ้นใจเสมอว่า ความรับผิดชอบ คือ สิ่งที่สำคัญที่สุด
14. จิตใจคุณไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เคยมีคนกล่าวว่าร้อยละ 80 ของความสำเร็จนั้นมาจากการที่คุณเผยความสามารถนั้นออกมา ดังนั้น จงอยู่กับปัจจุบันเข้าไว้ และอยู่ในที่ที่คุณจำเป็นต้องอยู่ อย่าได้วอกแวกไปกับสถานการณ์ต่างๆ
15. คุณกลัวความล้มเหลว
อย่าให้ชิวิตต้องหยุดชะงักเพราะความกลัว โปรดจำไว้ว่าถ้าคุณทำดีที่สุดแล้วแต่ยังล้มเหลว ยังไงคุณก็จะได้บทเรียนที่แสนมีค่าเพื่อฝึกฝนคุณให้พร้อมสำหรับความท้าทายนั้นอีกครั้ง ถ้าคุณเอาแต่ให้ความกลัวนำพาชีวิตคุณเดินไปข้างหน้า คุณจะไม่เหลืออะไรเลย นอกจากความเสียใจที่ไม่ได้ลงมือทำ
16. คุณดูถูกตัวเอง
ถึงแม้ เพื่อน คนรู้จัก หรือสมาชิกในครอบครัวคุณจะดูถูกดูแคลนคุณมากสักเพียงไหน โปรดอย่าได้เก็บคำพูดเหล่านั้นมาใส่ใจหรือท้อใจเลย จงโฟกัสที่ตัวเองเพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุด แล้วสักวันคุณจะพิสูจน์ให้พวกเขาได้เห็นเองว่าคุณทำได้
17. คุณขาดความกล้า
บ่อยครั้งที่เราคิดว่า ความกล้าหาญ คือการที่ไร้ซึ่งความกลัว แต่ไม่ใช่เลย เพราะคนที่กล้าหาญทุกคนนั้นล้วนมีความกลัวเหมือนกับเรานั่นแหละ แต่พวกเขาเอาชนะมันได้เพราะพวกเขามีความมุ่งมั่นที่มากกว่าเท่านั้นเอง
18. คุณเอาแต่เฝ้ารอเวลาที่เหมาะสม
คุณไม่จำเป็นต้องรอคำอนุญาตจากใคร เพราะเวลาที่เหมาะสมที่สุดนั้นไม่มีอยู่จริงหรอก จงเริ่มต้นจากสิ่งที่คุณมีและสิ่งที่คุณเป็นอยู่ เพื่อทำในสิ่งที่คุณสามารถทำได้ในตอนนี้ วินาทีนี้
19. คุณเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
นี่เป็นการกระทำที่เสียเวลาอย่างมาก เพราะไม่มีใครที่มีอะไรเหมือนกันทุกอย่าง จึงไม่มีเหตุผลใดเลยที่เราจะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่นได้ ถ้าจะเปรียบเทียบล่ะก็ จงเปรียบเทียบกับตัวเองในอดีตนี่แหละว่าคุณก้าวผ่านอุปสรรคมาไกลแค่ไหนแล้ว และพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าให้ไกลกว่าเดิมหรือยัง

Source: Inc-asean

08 กรกฎาคม 2560

4 เคล็ดลับที่จะช่วยคุณก้าวออกจาก Comfort Zone

4 เคล็ดลับที่จะช่วยคุณก้าวออกจาก Comfort Zone



มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะนิสัยที่ต้องการความสะดวกสบายเพื่อลดความตึงเครียดของตนเองอยู่โดยตลอด ซึ่งมันคงเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก หากว่าเราจะต้องออกจากพื้นที่สุขสบาย (Comfort Zone) ของตนเอง แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้กันดีก็คือ ถ้าเราเลือกที่จะอยู่กับความกลัวและติดอยู่กับสิ่งที่คุ้นเคยไปตลอด เราก็คงต้องเดินตามหลังคนที่เขากล้าจะเดินออกมาจากจุดๆ นั้น และยิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ จนตามใครไม่ทัน

แล้วอะไรที่เป็นเคล็ดลับที่จะช่วยให้เราออกจากพื้นที่สุขสบายนี้ได้ล่ะ? มาดูกันเลยกับ 4 วิธีที่จะช่วยผลักคุณเข้าสู่โลกของการผจญภัยและการคว้าหาโอกาสใหม่ๆ ในชีวิต
1. ค้นหา “พื้นที่แห่งความกล้า” ของคุณ



พื้นที่แห่งความกล้าหาญนั้นมักจะอยู่ข้างนอกพื้นที่คอมฟอร์ทโซน ถ้าคุณยังไม่พร้อมก้าวกระโดดออกไปทีเดียว ก็สามารถก้าวออกไปอย่างช้าๆ ได้เช่นกัน โดยคุณจะต้องริเริ่มอะไรสักอย่างที่มันท้าทายและกระตุ้นคุณให้กล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ ซึ่งในพื้นที่แห่งความกล้าหาญนั้น เราอาจไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ แต่ว่ามันกลับเต็มไปด้วยโอกาสมากมายที่จะส่งผลต่อความก้าวหน้าในชีวิต


คุณจะต้องริเริ่มอะไรสักอย่างที่มันท้าทายและกระตุ้นคุณให้กล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่
2. ก้าวข้าม “พื้นที่แห่งความกลัว” ไปให้ได้




สิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความกล้าก็คือ ความหวาดกลัว เมื่อได้พบเจอกับพื้นที่แห่งความกล้าหาญแล้วก็จะต้องมาพบกับพื้นที่แห่งความหวาดกลัว คนแล้วคนเล่าที่ไม่สามารถก้าวข้ามมันไปได้เพราะกลัวที่จะลองสิ่งใหม่ แต่เชื่อเถอะว่ากุญแจสู่ความสำเร็จคือการที่คุณก้าวข้ามคอมฟอร์ทโซนไปแล้ว และได้ก้าวข้ามพื้นที่แห่งความกลัวไปได้อีกนั่นเอง ดังนั้น หากคุณลองกล้าสักครั้งหนึ่ง ครั้งต่อไปคุณก็จะยิ่งกล้าและยิ่งท้าทายมากขึ้นอย่างแน่นอน

หากคุณลองกล้าสักครั้งหนึ่ง ครั้งต่อไปคุณก็จะยิ่งกล้าและยิ่งท้าทายตนเองมากขึ้น
3. ให้โอกาสตัวเองได้เสี่ยงบ้าง



คุณเลือกจะอยู่กับสิ่งที่ปลอดภัยและคุ้นชินไปตลอด หรือ เลือกที่จะฉีกออกจากกรอบเล็กน้อยเพื่อก้าวไปข้างหน้าแบบสุดขีดดีล่ะ? การที่เราออกจากคอมฟอร์ทโซนไปได้นั้น บางครั้งมันก็ทำให้รู้สึกเหมือนว่าคุณไม่มีเกราะกำบังอะไรเหลืออยู่และกำลังเผชิญกับความเสี่ยง แต่นี่แหละที่เป็นส่วนสำคัญของความก้าวหน้าในชีวิต ลองออกไปท้าทายตัวเองดูบ้าง แล้วปล่อยให้ประสบการณ์สร้างภูมิคุ้มกันให้กับเรา

ลองออกไปท้าทายตัวเองดูบ้าง แล้วปล่อยให้ประสบการณ์สร้างภูมิคุ้มกันให้กับเรา
4. ค่อยเป็นค่อยไป



เชื่อเถอะว่า การจะออกจากคอมฟอร์ทโซนได้นั้น ล้วนต้องใช้ความพยายามอยู่พอสมควร ทุกครั้งที่คุณพยายามจะก้าวไปข้างหน้า จงประเมินตนเองอยู่เสมอว่าตอนนี้คุณมาถึงตรงจุดไหนแล้ว และวางแผนว่าคุณจะไปจุดไหนต่อไป จากนั้นจึงค่อยก้าวไปยังจุดหมายใหม่ๆ ที่คุณต้องการ ซึ่งนี่เป็นวิธีเพิ่มแรงผลักดันให้กับเราได้ ทำให้เราก้าวสู่โอกาสที่ยิ่งใหญ่ขึ้นและทำให้เราค่อยๆ ออกจากคอมฟอร์ทโซนไปได้นั่นเอง

เรามักจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสะดวกสบายที่คุ้นชิน เหมือนกับอยู่ในบ้านหลังหนึ่งที่คุณคิดว่าปลอดภัยและน่าอยู่ที่สุดแล้ว แต่ทว่าภายนอกลับมีสิ่งน่าค้นหาอยู่อีกมาก ซึ่งมันก็เป็นหน้าที่ของคุณแล้วล่ะที่ต้องลองก้าวออกจากประตูนั้นสักที เพื่อพบเจอสิ่งใหม่ๆ และเติบโตขึ้นไปกว่าจุดที่คุณยืนอยู่ตรงนี้

แล้วคุณพร้อมที่จะเริ่ม ‘ก้าวแรก’ ของคุณแล้วหรือยัง?

30 พฤษภาคม 2560

27 คำคมที่จะช่วย “เปลี่ยนวิธีคิด(mindset)” ของคุณ เมื่อพบเจอสารพัดปัญหา

27 คำคมที่จะช่วย “เปลี่ยนวิธีคิด(mindset)” ของคุณ เมื่อพบเจอสารพัดปัญหา

แม้แต่นักธุรกิจที่มากประสบการณ์ต่างก็ยังต้องพบเจอกับปัญหา ในขณะที่งานชิ้นล่าสุดของคุณกำลังไปได้สวย ในขณะที่คุณเจอกับความท้าทายใหม่ๆ และเห็นแสงแห่งความสำเร็จอยู่ตรงหน้า แต่บางครั้งทุกอย่างก็กลับหยุดชะงักลงได้เมื่อคุณเจอกับปัญหาที่ดูเหมือนจะไม่มีทางออก
จริงที่ว่าอุปสรรคมักจะทำให้เราท้อแท้ และเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เสียด้วย แต่วิธีที่คุณใช้ในการเผชิญหน้าและคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาอย่างตรงไปตรงมาต่างหาก ที่จะช่วยเพิ่มทักษะในการแก้ปัญหาให้กับคุณ

นี่คือสิ่งที่เหล่าบุคคลที่ขึ้นชื่อว่าฉลาดที่สุดในโลกต่างใช้ในการคิดแก้ปัญหา รวมถึงวิธีการที่คุณจะใช้ในการเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นด้วย

“ปัญหาที่เราสร้างขึ้นไม่สามารถแก้ได้ด้วยวิธีการคิดแบบเดิมๆ” – อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)
“ปัญหามิใช่จุดจบ แต่มันคือการนำทาง” – โรเบิร์ต เอช สชัลเลอร์ (Robert H. Shuller)
“ปัญหาจะเล็กลง ถ้าเราเลือกที่จะเผชิญหน้าแทนที่จะเลี่ยงหนี” – วิลเลี่ยม เอฟ ฮัลสรีย์ (William F. Halsey)
“ไม่ใช่ทุกอย่างที่เจอจะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงได้จนกว่าจะเจอ” – เจมส์ บัลด์วิน (James Baldwin)
“บางปัญหาไม่ต้องการทางออก แต่ต้องการเพียงแค่วุฒิภาวะในการข้ามผ่าน” – สตีฟ มาลาโบลี่ (Steve Maraboli)
“ทุกปัญหาคือรางวัล ไม่มีมัน เราก็จะไม่โต” – โทนี่ ร็อบบินส์ (Tony Robbins)
“ชีวิตไม่ใช่ปัญหา แต่คือความเป็นจริงที่ต้องเผชิญ” – เซอเรน เคียร์เคอกอร์ (Soren Kierkegaard)
“ถ้าแก้ปัญหาได้ จำเป็นต้องกังวลไปเสียทำไม และถ้าแก้ไม่ได้ แล้วกังวลไปจะได้อะไร” – ศานติเทวะ (Shantideva)
“ปัญหาไม่ใช่แก้ไม่ได้ แต่อยู่ที่เราจะมองมันออกหรือไม่ต่างหาก” – จี เค เชสเตอร์ตัน (G.K Chesterton)
“ปัญหาเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์” – เจอฮาร์ด จชวานท์เนอร์ (Gerhard Gschwandtner)
“เรามักจะล้มเหลวอยู่บ่อยครั้ง นั่นก็เพราะเราแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด มากกว่าการแก้ผิดวิธีแต่ปัญหานั้นถูก” – รัซเซล แอล แอคออฟ (Russell L. Ackoff)
“ทัศนคติที่ดีแม้จะไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่มันกลับช่วยให้คุณมีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหานั้นให้ได้” –Anonymous
“ยิ่งหนีปัญหาก็ยิ่งไกลจากทางออก” – Anonymous
“ผู้นำในการแก้ปัญหามักจะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือการศรัทธาว่ามันจะต้องมีทางออกที่ดีกว่านี้เสมอ” – เจอราล์ด เอ็ม เวนเบิร์ก (Gerald M. Weinberg)
“แต่ละปัญหาที่ถูกแก้จะกลายเป็นกฏซึ่งจะกลายเป็นทางออกสำหรับปัญหาต่อๆไป” – เรน เดสคาส (Rene Descartes)
“ความสามารถในการแก้ปัญหาและการตัดสินใจที่ดี คือตัวชี้วัดศักยภาพความเป็นผู้นำในตัวคุณ” – ไบรอัน เทรซี่ (Brian Tracy)
“ถ้าไม่สามารถเข้าใจต้นต่อของปัญหาได้ ก็ไม่มีทางแก้ไขได้เหมือนกัน” – นาโอโตะ คาน (Naoto Kan)
“ปัญหาคือโอกาสที่จะแสดงความสามารถของตัวคุณอย่างเต็มประสิทธิภาพ” – ดุ๊ก เอลลิงตัน (Duke Ellington)
“การยอมแพ้ คือ ทางที่เจ็บปวดที่สุดของการแก้ปัญหา” – Anonymous
“แทนที่จะคิดนอกกรอบ จงเอากรอบนั้นออกแทน” – ดีพัค โชพรา (Deepak Chopra)
“การแก้ปัญหา คือ การรับฟัง” – ริชชาร์ด แบรนสัน (Richard Branson)
“ทุกปัญหาย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ” – โรเบิร์ต คิโยซากิ (Robert Kiyosaki)
“ไม่มีปัญหาใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าพลังในตัวคุณ” – บ็อบ พร้อคเตอร์ (Bob Proctor)
“ทักษะในการแก้ปัญหา พัฒนาได้โดยเพิ่มความสามารถในการถามตอบ” – มิชเชล เจ เกลป์ (Michael J. Gelb)
“อย่าพยายามขอความช่วยเหลือโดยไม่คิดจะลงมือแก้ด้วยตัวเองเสียก่อน” – คอลิน พาวเวล (Colin Powell)
“ถ้าปัญหาแก้ได้ เดี๋ยวมันก็จะแก้ได้เอง แต่ถ้ามันแก้ไม่ได้ ก็ไม่เห็นมีอะไรที่จะต้องไปกังวล” – ดาไล ลามะ องค์ที่ 16 (Dalai Lama XIV)
“ชีวิต คือ การแก้ปัญหา” – คาร์ล พ้อพเปอร์ (Karl Popper)

Source: Entrepreneur