27 พฤษภาคม 2560

7 วิธี ที่จะทำให้คุณเลิกเป็นคน ฟุ้งซ่าน คิดมาก ขี้กังวล

แน่นอนว่าตัวคุณเองรู้อยู่แล้ว ว่าการใช้เวลาเป็นชั่วโมงเพื่อตัดสินใจว่าจะเลือกแซนด์วิชชิ้นไหนเป็นอาหารกลางวันเป็นเรื่องไร้เหตุผล เช่นเดียวกับการใช้เวลานับสัปดาห์เพื่อตัดสินใจว่าจะรับข้อเสนองานชิ้นนี้ดีไหม? หรือใช้เวลาหนึ่งปีเพื่อคิดว่าจะแต่งงานกับแฟนคนนี้ดีรึเปล่า?
คุณอาจจะคิดว่า “พอได้แล้วน่า…ตัดสินใจซะทีเถอะ” แต่พอผ่านไปแค่ไม่กี่นาที ความลังเลและหวั่นวิตกก็เริ่มจู่โจมเข้ามาเรื่อยๆ แม้คุณจะพยายามสร้างภูมิคุ้มกันความรู้สึกเหล่านี้บ้างแล้วก็ตาม
ทุกคนคงเคยผ่านสถานการณ์แบบนี้มาแล้ว และมีวิธีรับมือที่ต่างกันออกไป ซึ่งจากเว็บไซต์ Quora ที่มีคนไปตั้งคำถามว่า “ฉันควรแก้นิสัยคิดมากนี้ยังไงดี?” ซึ่งมีผู้คนมากมายที่มาแชร์วิธีของตัวเองและร่วมโหวตคำตอบที่สร้างสรรค์ที่สุด และทางเราก็ได้รวบรวมมาไว้ในเว็บ SUMREJ ให้แล้ว ต่อไปคุณจะได้รู้วิธีหยุดนิสัยนี้ได้อย่างถาวร!

1.สังเกตความคิดของตัวเอง

คิดมาก
ส่วนสำคัญที่สุดของการทำสมาธิคือ การปล่อยให้ความคิดของคุณลอยผ่านไป แทนที่จะไปยึดติดอยู่กับมันหรือพยายามที่จะหยุดคิดมัน
การฝึกสมาธิแบบเจริญสติ (Mindfulness Meditation) เป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณ หยุดหมกมุ่นกับเรื่องในอดีตได้ โดยให้คุณลองสังเกตการณ์ความคิดของตัวเอง แทนที่จะลงไปหมกมุ่นอยู่กับมัน
สตีฟ จอบส์ เองก็เคยอธิบายเกี่ยวกับวิธีการเช่นเดียวกันนี้ให้ วอลเตอร์ ไอแซ็กซัน ผู้เขียนชีวประวัติของเขาฟัง ดังนี้
“ลองนั่งอยู่เฉยๆ แล้วสังเกตความคิดของตัวเองดู คุณจะรู้เลยว่าความคิดมันไร้ขอบเขตจริงๆ และเวลาที่คุณพยายามทำให้มันนิ่ง ก็มีแต่จะแย่ลงเท่านั้น แต่จิตใจของคุณจะสงบลงเองเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก และเมื่อจิตใจของคุณสงบแล้วมันก็จะมีที่ว่างในการรับฟังสิ่งที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น”

2.เขียนความคิดของตัวเอง

คิดมาก
อีกวิธีนึง ที่จะช่วยหยุดความคิดฟุ้งซ่านของคุณ ก็คือ การระบายให้กับคนที่มีมุมมองวิธีคิดแตกต่างไปจากคุณได้ฟัง หรือจะใช้วิธีเขียนระบายความคิดของตัวลงไปในกระดาษแทนก็ได้ เพราะการเขียนทำให้เราคิดอย่างเป็นระบบขึ้นมาก ถ้าคุณเก็บความคิดเหล่านั้นไว้แต่ในหัว นอกจากมันจะไปสุมกันจนเป็นภูเขาเลากา มันยังทำให้คุณวนกลับมาคิดเรื่องเดิมซ้ำอยู่อย่างนั้นไม่จบสิ้น

3.กำหนดช่วงเวลาสำหรับ “การหยุดใช้ความคิด”

การกำหนดโซน “หยุดใช้ความคิด” ช่วยห้ามไม่ให้คุณหมกมุ่นกับปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป เช่น การไม่คิดเกี่ยวกับเรื่องยากๆ หลังเวลาสองทุ่มเพื่อไม่ให้มันมารบกวนเวลานอนหลับ
Amy Morin ซึ่งเป็นทั้งนักสังคมสงเคราะห์และนักเขียน ได้แนะนำวิธีที่ใกล้เคียงกันไว้ในคอลัมน์หนึ่งของ Psychology Today ว่าให้แบ่งเวลาไว้ประมาณ 20 นาทีต่อวัน สำหรับการสะท้อนความคิดของตัวเอง
“ภายในยี่สิบนาทีนี้ ปล่อยให้ตัวเองวิตกกังวล ครุ่นคิด ฟุ้งซ่านได้เต็มที่ตามต้องการ แล้วพอหมดเวลา ก็ให้เปลี่ยนไปทำสิ่งอื่นที่มีประโยชน์กว่า ถ้าคุณเริ่มคิดมากนอกช่วงเวลาที่กำหนดไว้เมื่อไหร่ ก็ให้เตือนตัวเองว่า ค่อยเอาเก็บไปคิดในช่วงเวลาที่กำหนดดีกว่า”

4.เบี่ยงเบนความคิดของตัวเอง

คิดมาก
ฟังดูง่ายๆ แต่ที่จริงการจดจ่อกับสองสิ่งไปพร้อมกันนี่มันยากนะ ลองออกกำลังกายหรือเล่นเกมดูเมื่อรู้ตัวว่าตนเองกำลังคิดมาก เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอารมณ์และร่างกาย
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็เห็นด้วยกับวิธีนี้ Stepher S. Ilardi ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Depression Cure กล่าวกับ Fox News ว่า วิธีแก้การคิดมากคือ ให้หากิจกรรมที่เบี่ยงเบนความสนใจของคุณ ซึ่งควรเป็น “กิจกรรมที่ใช้ทั้งร่างกาย ความคิด และการร่วมเล่นกับผู้อื่น เช่น เทนนิส หรือการเดินเที่ยวกับเพื่อนสักคน”

5.โฟกัสที่สิ่งที่ทำได้ในปัจจุบัน

อีกหนึ่งวิธีแก้นิสัยคิดมากก็คือ เลิกคิดแล้วลงมือทำ อย่าไปโฟกัสในสิ่งที่คุณต้องทำ สิ่งที่ยังไม่ได้ทำ หรือแม้แต่สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว แต่ให้พุ่งความสนใจไปในที่สิ่งที่สามารถทำได้ในปัจจุบันก็พอ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กแค่ไหนก็ตาม แล้วก็ลงมือทำมันซะ
Bob Migliani ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Embrace of the Chaos เขียนลงในหนังสือพิมพ์ The Huffington Post ว่า เขามักจะเปลี่ยนความกังวลใจเกี่ยวกับอนาคตให้กลายเป็นการกระทำที่จับต้องได้ “ทุกครั้งที่ผมเริ่มกังวลในเรื่องที่ยังมาไม่ถึง ผมจะลุกจากที่ที่นั่งอยู่ เดินไปที่คอมพิวเตอร์และลงมือเขียนหนังสือของผมต่อ” เขากล่าว

6.เคารพความคิดเห็นของตัวเอง

เหตุที่คุณยังคงคิดมากจนไม่ยอมตัดสินใจ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคุณไม่เชื่อว่าตัวเองจะตัดสินใจเลือกสิ่งที่ถูกต้อง จงเรียนรู้ที่จะเคารพความคิดเห็นของตัวเอง ยิ่งคิดมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งลังเลในความคิดของตัวเองมากเท่านั้น

7.คุณสามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้

เป็นเรื่องปกติที่จะกังวลว่าคุณเลือกงานผิด แต่งงานกับคนที่ไม่ใช่สำหรับตัวเอง หรือแม้แต่ขับรถกลับบ้านผิดทาง แต่ความผิดพลาดก็ไม่ได้นำไปสู่หายนะเสมอไป แถมยังเป็นโอกาสให้ได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นด้วย
นักข่าวชื่อดัง Kathryn Schulz เคยขึ้นไปพูดบนเวที TED Talk เธอกล่าวว่า “การตระหนักได้ว่าตัวเองทำอะไรพลาดแล้วปรับมุมมองการมองโลกใหม่ได้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ ”
“การคิดมากมักเป็นเพราะคุณคิดว่ามันเป็นการตัดสินใจครั้งสุดท้ายของคุณ เปลี่ยนแปลงไม่ได้และต้องถูกต้องเท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้ว คุณไม่ต้องกังวลกับความผิดพลาดเลย และให้เข้าใจไว้ว่าความคิดเห็นหรือความรู้ของคุณนั้นมันเปลี่ยนแปลงได้เสมอตามกาลเวลา แล้วคุณจะรู้สึกสงบและเป็นอิสระจากภายในอย่างแท้จริง”

10 พฤษภาคม 2560

7 ขั้นตอน แปรเปลี่ยน “ความฝัน” ให้กลายเป็นจริง



 “วิสัยทัศน์เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ เพราะมันทำให้ความปรารถนาของเรากลายเป็นจริงได้” — CHRIS WIDENER
หากเราตั้งคำถามว่า ความสำเร็จมีแบบแผนที่ตายตัวหรือไม่? แน่นอนว่าคำตอบคือ ใช่ ความสำเร็จมีแบบแผนของมันอยู่ ซึ่งเหล่าคนที่ประสบความสำเร็จก็ล้วนทำตามแบบแผนนั้น โดยพวกเขาทำทุกวัน วันแล้ววันเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าคุณอยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จบ้าง อย่าได้รอช้า ลองทำตามขั้นตอนต่อจากนี้ แล้วความฝัน ความหวัง และความปราถนาของคุณจะแปรเปลี่ยนเป็นความจริงสักที

1. ฝันถึงมัน

ทุกความสำเร็จต่างมีจุดเริ่มต้นเดียวกันคือ ความคิดและจิตใจ คนที่ประสบความสำเร็จต่างทราบกันดีว่า ก่อนที่พวกเขาจะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะทำให้สำเร็จได้นั้น พวกเขาล้วนต่างรับรู้ถึงความสำเร็จผ่านทางความคิด พวกเขากล้าพอที่จะจินตนาการและเชื่อมั่นว่าความฝันของพวกเขาสามารถเกิดขึ้นจริงได้ ดังนั้นแล้ว จงคิดและฝันให้ใหญ่เข้าไว้ อย่าให้ทัศนคติในแง่ลบมาทำให้คุณเสียความตั้งใจ คุณคือนักฝัน แต่จงจำไว้ว่าความฝันของคุณไม่ได้เป็นแค่เพียงจินตาการที่เกิดขึ้นในหัวแล้วก็หายไป แต่คือฝันที่ต้องสามารถเป็นจริงได้ จงอย่าลืมที่จะจุดประกายความฝันอย่างสม่ำเสมอ เพราะชีวิตเรานั้นสั้นเกินกว่าจะปล่อยให้ความฝันดีๆ ต้องหลุดลอยไป

2. เชื่อมั่นในสิ่งที่ฝัน

ใช่แล้ว คุณต้องฝันให้ใหญ่เข้าไว้ ฝันที่คุณไม่คิดว่ามนุษย์ตัวเล็กๆแบบคุณจะทำสำเร็จได้ แม้ความฝันเหล่านั้นจะใหญ่สักแค่ไหน เกินกำลังคุณมากเพียงใด แต่หากคุณมีความเชื่อมั่นอย่างมากล้นในฝันนั้น มุ่งมั่นทุ่มเทกับมันมากพอ และมีมิตรสหายที่พร้อมจะหยิบยื่นมือช่วยคุณ ยังไงคุณก็สามารถทำสำเร็จได้อย่างแน่นอน อย่าลืมล่ะจงเชื่อมั่นเข้าไว้!

3. มองเห็นภาพที่คุณฝัน

ผู้คนที่ประสบความสำเร็จมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือพวกเขามัก “มองเห็น” เช่น ภาพของตัวเองที่กำลังได้ขึ้นแท่นเป็น CEO หน้าใหม่ของบริษัท ภาพของตัวเองที่ได้ลงแข่งกีฬาระดับโลก หรือแม้แต่ภาพของตัวเองที่เป็นนักพูดระดับโลกกำลังกล่าวสุนทรพจน์ด้วยความมั่นใจ ไม่ว่าภาพไหนๆ ที่คุณมองเห็นตัวเองอยู่ก็ตาม จงจำไว้ว่าจิตใจและร่างกายจะทำงานผสานร่วมกันก็ต่อเมื่อคุณสามารถ “มองเห็น” ภาพฝันนั้นได้อย่างชัดเจน

4. แบ่งปันความฝัน

สิ่งหนึ่งที่ทำให้นักฝันทำได้แค่ฝันไปวันๆ ก็เพราะว่าพวกเขาเก็บความใฝ่ฝันนั้นไว้กับตัวเอง ฝันที่มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รับรู้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าหากคุณอยากประสบความสำเร็จ สิ่งที่คุณต้องทำคือบอกเล่าความฝันของคุณให้ผู้อื่นได้ฟัง คุณอาจมีคำถามว่าเหตุใดต้องทำเช่นนั้นด้วยล่ะ เหตุผลก็คือ การที่คุณได้แบ่งปันความฝันของคุณให้กับผู้อื่นได้รับรู้นั้น มันจะช่วยตอกย้ำให้คุณเชื่อมั่นมากขึ้นเรื่อยๆว่าความฝันนั้นสามารถเป็นจริงได้ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ หากว่าคุณได้บอกเล่าความฝันของคุณให้ผู้อื่นได้รับรู้แล้ว คุณก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความฝันนั้นด้วย ไม่เช่นนั้นคุณก็จะดูเป็นคนเขลาในสายตาผู้อื่นทันทีหากว่าคุณทำฝันนั้นไม่สำเร็จ

5. วางแผนความจริง

ทุกความสำเร็จล้วนเกิดจากการวางแผนที่ดี ดังคำกล่าวที่ว่า you get what you plan for หรือแปลว่า คุณจะได้รับในสิ่งที่คุณวางแผนเอาไว้ ซึ่งคำกล่าวนี้ก็คงไม่ไกลเกินจริงไปนัก เพราะคุณต้องทุ่มเทกับมันให้มาก วางแผนและคิดอย่างรอบคอบว่าจะทำอย่างไรถึงจะทำให้ฝันคุณเป็นจริง จากนั้นจึงค่อยแบ่งแผนใหญ่ๆ ออกเป็นแผนเล็กๆที่ไม่เกินความสามารถของคุณ และสุดท้ายจึงค่อยกำหนดเวลาไว้ว่าแต่ละแผนคุณจะใช้เวลาเท่าใดในการทำให้สำเร็จ

6. ลงมือทำให้เป็นจริง

ความสำเร็จไม่มีทางเกิดขึ้นกับคุณอย่างแน่นอนหากคุณได้ละเลยขั้นตอนนี้ไป เพราะขั้นตอนนี้ถือเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด ดังนั้นขั้นตอนนี้คุณต้องตั้งใจให้มาก อย่าลืมว่าเหล่าคนที่ประสบความสำเร็จทุกคนล้วนทำตามความฝันของเขาอย่างเต็มที่สุดความสามารถ มีสมการๆ หนึ่งที่กล่าวว่า ‘‘งานระยะสั้น x เวลา = ความสำเร็จระยะยาว’’ หากคุณลองทำตามสมการข้างต้น โดยค่อยๆ ทำงานเล็กๆที่คุณแบ่งไว้ ลงมือทำเป็นประจำทุกวี่วัน ท้ายที่สุดแล้วฝันที่ยิ่งใหญ่ของคุณย่อมค่อยๆกลายเป็นความจริงขึ้นมา

7. สนุกไปกับมัน

เมื่อฝันของคุณเป็นจริง จงอย่าลืมที่จะสนุกไปกับความสำเร็จเหล่านั้น เช่นการให้รางวัลตัวเองที่สามารถทำฝันให้เป็นจริงได้ และอย่าลืมแบ่งปันความสุขนั้นตอบแทนให้ผู้อื่นด้วย เพราะฝันของคุณจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าขาดผู้คนที่ได้หยิบยกโอกาสและกำลังใจให้กับคุณ
เมื่อทำครบทุกขั้นตอนแล้ว ให้ย้อนกลับไปทำขั้นตอนแรกใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ อย่าลืมฝันให้ใหญ่กว่าเดิมด้วยล่ะ!

06 พฤษภาคม 2560

"เรียน" อย่างไรให้ "จำ" ได้ดี







"เรียน" อย่างไรให้ "จำ" ได้ดี

สำหรับการเรียนหนังสือแล้ว "ความจำ" เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะทำให้เราเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจะพูดถึงเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่ามีผลให้ความจำดีขึ้นและเรียนรู้ได้มากขึ้น






เวลาที่เราเริ่มรับข้อมูลด้วยการฟังอย่างเดียวนั้น ความจำได้จะลดลงตามเวลา แต่ถ้าหากเราฟังไปด้วย จดไปด้วย และคิดตามไปด้วย ความจำได้จะลดลงช้ากว่าการฟังอย่างเดียว นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการที่ครูค่อย ๆ เขียนกระดาน และให้นักเรียนค่อย ๆ จดตามไปนั้น ส่งผลดีต่อความจำมากกว่าการปิ้งแผ่นใสหรือฉายไฟล์เพาเวอร์พ้อยท์ นอกจากนี้การคุยไปด้วย ตั้งคำถามให้นักเรียนได้มีโอกาสคิดตามไปด้วย ก็จะยิ่งส่งผลดีต่อความจำ วิธีตรวจสอบว่านักเรียนคิดตามหรือไม่ คือ การขอให้นักเรียนตอบออกมาดัง ๆ






เทคนิคการเพิ่มความจำอีกอย่าง คือ การให้การบ้านและขอให้นักเรียนทบทวน ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะเป็นการกระตุ้นความทรงจำ อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญทางสมองแนะนำเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการทบทวน ดังนี้
1. ควรให้การบ้านในปริมาณที่เหมาะสม เช่น การบ้านที่ใช้เวลาทำไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน
2. ควรทิ้งช่วงเวลาในการทบทวนให้เหมาะสม นักจิตวิทยาแนะนำว่า การทบทวนถี่ ๆ เกินไปจะส่งผลเสีย เพราะจิตใต้สำนึกจะคอยบอกว่า ตรงนี้รู้แล้ว ตรงนี้จำได้ ผลก็คือเราจะอ่านทบทวนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
3. ขณะทบทวนให้ตั้งคำถามให้ตัวเองตอบ ตั้งคำถามเยอะ ๆ ตอบเยอะ ๆ ใช้เครื่องช่วยอย่างเช่น flashcards
4. พยายามเชื่อมโยงข้อมูลใหม่ ๆ เข้ากับความรู้ที่มีอยู่เดิมจะทำให้จำได้ดีขึ้น วิธีที่จะเชื่อมโยงข้อมูลได้ดีวิธีหนึ่ง คือ การวาดแผนภาพ หรือการทำ mind map การสอนของครูก็ควรมีส่วนที่เชื่อมโยงความรู้เก่าที่สอนไปแล้วเข้ากับความรู้ใหม่ ๆ ที่กำลังจะสอนด้วย
5. การหลับหลังจากการทบทวนอย่างเต็มที่จะทำให้เซลล์สมองเสริมสร้างความเข้มแข็งในการเชื่อมต่อกัน เพิ่มพลังให้แก่ความจำให้ดียิ่งขึ้นไปอีก




อ้างอิงภาพ : www.learningfundamentals.com


สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ หากครูมีวิธีที่ทำให้นักเรียนชอบ หรือว่ารักหรือว่าหลงใหลในเนื้อหาวิชาแล้ว ครูจะพบว่านักเรียนจะเฝ้าครุ่นคิดถึงมันและจะจำได้จนไม่มีวันลืมแต่ถ้าหากครูทำให้นักเรียนรู้สึกหดหู่ เจ็บปวด หรือว่าทรมานกับเนื้อหาวิชาแล้ว ผลที่ได้จะกลับเป็นตรงกันข้ามเลยทีเดียว
สุดท้ายที่จะขอฝากไว้ตรงนี้ คือ ทัศนคติต่อการเรียนรู้ นักเรียนโดยทั่วไปจะมีทัศนคติว่าตนเองมีความสามารถในการเรียนรู้ที่จำกัด จะไม่สามารถเรียนรู้ของที่ยากเกินว่าขีดจำกัดหนึ่ง ซึ่งพวกเขาสร้างมันขึ้นมาในจิตใจ ข้อจำกัดนี้เป็นทั้งข้ออ้างและตัวขัดขวางการเรียนรู้ของนักเรียนคนนั้น ดังนั้นครูจำต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติในการเรียนรู้ของนักเรียนให้เป็นลักษณะของการเจริญงอกงาม โดยใช้แนวคิดที่ว่า ภายใต้กลยุทธ์การเรียนรู้ที่เหมาะสม ให้เวลากับการเรียนรู้อย่างเพียงพอ และใช้กระบวนการเรียนรู้ที่ดี จะทำให้ความสามารถของนักเรียนค่อย ๆ เติบโตและเจริญงอกงาม จนกระทั่งสามารถเรียนรู้อะไรก็ได้แม้แต่สิ่งที่ยากที่สุด แล้วจะไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับการเรียนรู้อีกต่อไป


อ่านเพิ่มเติม :
เทคนิคการเพิ่มความจำ
http://www.vox.com/2014/6/24/5824192/study-smarter-learn-better-8-tips-from-memory-researchers
ผลเสียของการทำการบ้านนานเกิน 2 ชั่วโมง
http://phys.org/news/2014-03-hours-homework-night-counterproductive.html
การหลับหลังการเรียนรู้เพิ่มพลังสมอง
http://medicalxpress.com/news/2014-06-brain-cells-memory.html#inlRlv


อ้างอิงบทความ :
http://www.vcharkarn.com/varticle/61718