27 กุมภาพันธ์ 2560

9 สิ่งที่ “คนมีความหลงใหล” มักทำแตกต่างจากคนทั่วไป


คุณเคยมี ความหลงใหล (Passion) กับอะไรบ้าง? ความหลงใหลไม่ใช่แค่เพียงสิ่งที่คุณทำอยู่หรอกนะ แต่มันคือตัวตนที่แท้จริงของคุณเอง เพราะมันทำให้คุณกระตือรือล้น รีบตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้า และพร้อมที่จะเริ่มต้นวันใหม่กับมัน
ดร. โรเบิร์ต วัลเลอแรนด์ จากมหาวิทยาลัย Quebec เป็นผู้ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องความหลงใหล เขายืนยันว่า ความหลงใหลเป็นสิ่งนิยามตัวตนของคนๆ นั้นได้ “ความหลงใหลคือการที่คนๆ หนึ่งรักในสิ่งที่เขาทำ สิ่งที่พวกเขาคิดว่าสำคัญ และอุทิศทั้งเวลา แรงกายแรงใจทั้งหมดให้กับมัน”
“ความหลงใหลนำมาซึ่งอัจฉริยภาพ” – กาลิเลโอ (Galileo)
ดร.วัลเลอแรนด์และทีมวิจัยอีกสองคนได้วิจัยผลการศึกษาจากนักดนตรีจำนวน 187 คน พบว่า คนที่มุ่งมั่นฝึกฝนเพื่อให้การแสดงของตนสมบูรณ์แบบ หรือที่เขาเรียกว่า “ความชำนาญ” จะสามารถพัฒนาทักษะของตนได้มากกว่าคนที่มุ่งมั่นเพียงเพื่อจะเก่งกว่านัก ดนตรีคนอื่นๆ ดังนั้น หากคุณมีความหลงใหลในสิ่งใดแล้ว คุณจงมุ่งมั่นเพื่อพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่แข่งขันกับคนอื่น
แล้วสงสัยกันไหมว่าความหลงใหลที่ว่านี้มันมีหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่? วิธีที่ดีในการทำความเข้าใจมันก็คือ การเรียนรู้ว่าผู้คนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหลงใหลนั้นมักทำอะไรที่แตกต่าง จากคนทั่วไปบ้าง ถ้าอยากรู้แล้วล่ะก็ เราไปชมกันเลย!

1. พวกเขาหมกมุ่น

พวกเขาจะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง ไม่ใช่ในแบบโรคย้ำคิดย้ำทำ(OCD) แต่เป็นความหมกมุ่นในเชิงบวก เป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า “จงทำในสิ่งที่คุณรัก  แล้วคุณจะไม่รู้สึกว่าชีวิตนี้ต้องเหนื่อยกับการทำงานอีกเลย”
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม พวกเขาจะวนเวียนคิดถึงสิ่งที่ตนเองหลงใหลอยู่เสมอ ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกกดดันหรือหนักใจ แต่เป็นความตื่นเต้นต่างหาก เพราะการหมกมุ่นสามารถสร้างแรงบันดาลใจและทำให้พวกเขามีความสุขได้

2. พวกเขาไม่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

คุณไม่มีทางได้พบคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหลงใหลมาเดินเตร็ดเตร่เล่นโป เกมอนโกข้างถนนหรอก เพราะพวกเขาไม่มีเวลาพอที่จะทำอะไรไร้สาระหรือฆ่าเวลาอย่างแน่นอน พวกเขาแทบจะทุ่มเทเวลาทุกนาทีไปกับสิ่งที่หลงใหล และมันก็คงไม่มีอะไรที่เขาจะอยากทำไปกว่านี้อีกแล้ว

3. พวกเขามองโลกในแง่ดี

ผู้คนเหล่านี้จะจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เป็นไปได้มากกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ พวกเขาไล่ตามเป้าหมายใหม่ๆ ของตัวเองอยู่เสมอ ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะต้องทำให้สำเร็จได้อย่างแน่นอน คุณคงจะจำความรู้สึกเวลากำลังเฝ้ารอสิ่งที่สำคัญมากๆ ได้ใช่ไหม? นั่นแหละคือสิ่งที่ผู้คนเหล่านี้กำลังรู้สึกอยู่ทุกๆ วัน

4. พวกเขาเป็นคนตื่นแต่เช้า

ผู้คนที่เต็มเปี่ยมด้วยความหลงใหลจะกระตือรือร้นเกินกว่าจะเสียเวลาไปกับ การนอนหลับ ไม่ได้แปลว่าพวกเขาไม่ชอบการนอนนะ แต่พวกเขาเพียงแค่อยากลุกไปทำสิ่งที่ตัวเองรักมากกว่า เพราะมันเต็มไปด้วยความคิดและความตื่นเต้นที่กำลังรออยู่ตรงหน้ายังไงล่ะ

5. พวกเขากล้าที่จะเสี่ยงในเรื่องสำคัญ

หากอยากรู้ว่าตัวเองต้องการบางสิ่งบางอย่างมากขนาดไหนนั้น ให้ดูจากการที่คุณเต็มใจจะเสี่ยงมากแค่ไหนนั่นเอง ไม่มีใครยอมทุ่มเทให้หมดหน้าตักเพื่อให้ได้สิ่งที่สนใจแค่ครึ่งๆ กลางๆ หรอก สำหรับผู้คนที่เต็มไปด้วยความหลงใหล พวกเขาย่อมเต็มใจเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง ไม่ว่าผลจะเป็นยังไงก็ตาม

6. พวกเขามักทำอะไรให้มันสุดๆ

พวกเขาไม่ทำอะไรแบบครึ่งๆ กลางๆ ถ้าจะทำอะไรจะต้องไปให้สุดจนกว่าจะสำเร็จหรือไม่ก็พุ่งชนให้ล้มกันไปข้าง หนึ่ง และถ้าเป็นเวลาพักผ่อน พวกเขาก็จะอยู่เฉยๆ ผ่อนคลายให้สุดๆ เช่นกัน

7. พวกเขามักพูดคุยในเรื่องที่ตนเองหลงใหลอยู่ตลอดเวลา

ผู้คนเหล่านี้ไม่สามารถแยกตัวเองออกจากสิ่งที่หลงใหลได้ พวกเขามักจะคลุกคลีอยู่กับเรื่องความชอบของตัวเองอยู่ตลอดเวลา และมักจะพูดในสิ่งที่หลงใหลอยู่เป็นประจำ ถึงแม้ว่าคนอื่นอาจจะไม่สนใจด้วยก็ตาม

8. พวกเขาตื่นเต้นง่าย

ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยรู้สึกเฉยๆ หรืออยู่นิ่งๆ บ้างหรอกนะ เพียงแค่พวกเขาตื่นเต้นได้แม้กับเรื่องเล็กๆ ในสิ่งที่พวกเขาสนใจ เพราะงั้นก็เลยตื่นเต้นได้บ่อยและนานกว่าคนอื่นๆ มีทฤษฎีหนึ่ง อธิบายว่าคนประเภทนี้มักทุ่มเทพลังทั้งหมดให้กับหนึ่งหรือสองสิ่งเพียงแค่ เท่านั้น จึงมีแรงผลักดันให้พวกเขาก้าวหน้าและมีความตื่นเต้นพลุ่งพล่านในตัวมากกว่า คนอื่น

9. งานคือทุกสิ่งทุกอย่างของพวกเขา

ผู้คนที่หลงใหลในงานของตน ไม่เคยกังวลเรื่องสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน เพราะงานก็คือตัวตนของพวกเขา และไม่อาจแยกออกจากกันได้ หายใจเข้าออกก็เป็นงานที่พวกเขารัก ดังนั้นจึงไม่มีการทิ้งงานค้างเอาไว้เด็ดขาด เพราะการทำอย่างนั้นก็เท่ากับว่าปฏิเสธตัวตนของตัวเองเลยทีเดียว แล้วการใช้ชีวิตแบบนี้ก็เป็นสิ่งที่โอเคสำหรับพวกเขาด้วยนะ เพราะไม่มีอะไรที่อยากทำนอกจากงานเหล่านี้ที่พวกเขารักแล้วจริงๆ

ตอนนี้เราก็ได้รู้แล้วว่าอะไรที่ทำให้ผู้คนที่มีความหลงใหลนั้นแตกต่างจากคนอื่น แล้วคุณล่ะ!? คิดว่าในชีวิตตัวเองมีความหลงใหลกับสิ่งที่ทำมากพอแล้วหรือยัง?

Source : talentsmart

24 กุมภาพันธ์ 2560

6 ขั้นตอนที่ช่วยให้คุณ “รู้จักและเข้าใจตัวเอง”

“การรู้จักตนเองเป็นจุดเริ่มต้นแห่งปัญญา” อริสโตเติล (Aristotle)
การรู้จักตนเองที่เป็นตัวคุณเองจริงๆ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเมื่อคุณรู้ว่าตนเองเป็นใคร คุณจะรู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรเพื่อสิ่งที่คุณต้องการโดยที่ไม่ต้องรอให้ใคร มาบอก นอกจากนี้คุณจะไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องที่ทำให้คุณเสียเวลา จริงอยู่ที่ชีวิตคนเรานั้นเต็มไปด้วยอุปสรรคและข้อผิดพลาด แต่ข้อดีคือมันช่วยให้คุณรู้จักตัวเองมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้คุณเป็นคนที่มั่นใจมากขึ้นรวมถึงเข้าใจเป้าหมายในชีวิตตนเองมาก ขึ้นตามไปด้วย สิ่งเหล่านี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลงเลยก็ว่าได้
หากคุณเกิดคำถามว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้รู้จักตนเอง รวมไปถึงสิ่งที่ควรจะทำในชีวิตให้มากขึ้น คำตอบของคำถามข้างต้นได้ถูกเปิดเผยไว้ใน 6 ขั้นตอนของการรู้จักตนเองอย่างแท้จริงต่อไปนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 1เงียบเมื่อถึงเวลา

เหตุที่ผู้คนจำนวนมากไม่รู้จักตนเองเพราะความคิดพวกเขาไม่เคยเงียบ ความเงียบทำให้พวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัย กล่าวคือ การต้องอยู่ในที่เงียบๆทำพวกเขาให้รู้สึกอึดอัดที่ต้องอยู่กับข้อบกพร่องของ ตัวเองเพียงลำพัง แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน เพราะในขณะเดียวกันการได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ทำให้คุณมองเห็นอะไรได้ชัดขึ้น คุณจะได้เห็นตัวคุณในอีกแง่มุมที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งส่วนที่ดีและแย่ ซึ่งคุณจะไม่มีทางได้รู้จักได้เลยหากคุณไม่รู้จักเงียบ ซึ่งมันเป็นความคิดที่ดี หากคุณจะลองใช้ความเงียบเป็นตัวช่วยให้ร่างกายและจิตใจของคุณได้มีเวลาสำรวจ ถึงตัวตนที่แท้จริงของคุณ
“จุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเกิดจากการค้นหาตนเอง” Chalmers Brothers

2เข้าใจสิ่งที่ตนเป็นอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่อยากเป็น

เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าทุกคนมีความฝันถึงสิ่งที่อยากเป็น แต่คุณต้องเข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นมันอาจไม่ใช่ที่สิ่งที่เหมาะกับคุณก็ได้ ดังนั้นการรู้ว่าตัวคุณจริงๆนั้น แท้จริงแล้วคือใครกันแน่ เพราะเมื่อคุณรู้จักตัวเองที่เป็นตัวตนของคุณจริงๆ ท้ายที่สุดแล้ว คุณจะเห็นว่าตัวคุณอยู่จุดไหน แล้วสิ่งที่เหมาะกับตัวคุณจริงๆนั้นอยู่ตรงไหน
แม้จะมีตัวช่วยมากมายที่ช่วยให้คุณค้นพบตัวเองได้ง่ายขึ้น แต่การได้ลองทำแบบทดสอบบุคลิคภาพรวมไปถึงแบบทดสอบเจาะจุดแข็ง อย่างเช่นลองทำแบบทดสอบของเว็บไซต์นี้ 16Personalities.com ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี และคุณควรทำแบบทดสอบพวกนี้อีกครั้งหลังจากนี้อีก 5 ปี แบบประเมินตนเองพวกนี้แม้จะไม่ใช่แบบทดสอบที่ดีที่สุด แต่มันช่วยให้คุณเห็นว่าอะไรคือจุดเด่นในตัวคุณและช่วยให้คุณได้มีเวลาพัฒนา สิ่งเหล่านั้นได้อย่างเต็มที่

3หาสิ่งที่คุณถนัดและไม่ถนัดให้พบ

แม้ขั้นตอนนี้จะดูเหมือนเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด แต่มันถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญของการรู้จักตนเองให้มากขึ้น แน่นอนว่าก่อนที่คุณจะรู้ว่าตัวเองเก่งด้านไหน คุณย่อมต้องเจอกับอุปสรรคและผ่านความผิดพลาดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งคุณไม่ควรยอมแพ้จนกว่าจะได้พยายามอย่างเต็มที่ และหากพยายามอย่างเต็มที่แล้วแต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเสียที การล้มเลิกก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
จงล้มเลิกเมื่อใดก็ตามที่คุณเห็นว่าความพยายามครั้งนี้เป็นเรื่องเสีย เวลาเปล่า เพราะแม้คุณจะพยายามเท่าไหร่คุณก็ไม่ได้รับอะไรเป็นรางวัลของความพยายาม และเมื่อสิ่งที่คุณพยายามแทนที่จะทำให้คุณมีความสุข ตรงกันข้ามกลับทำให้คุณเหนื่อย สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้วที่คุณควรเลิกพยายาม คุณอาจสงสัยว่าแล้วเมื่อไหร่กันถึงเรียกว่าเสียเวลาเปล่า มีแต่ตัวคุณเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้ การทำเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณยอมแพ้ แต่หมายถึงคุณรู้จักคุณค่าของตัวเองแล้วต่างหาก เพราะคุณจะไม่ยอมเสียเวลาไปกับเรื่องเปล่าประโยชน์เป็นแน่ และอย่าลืมว่าสิ่งที่คุณถนัดสามารถบ่งบอกความเป็นตัวคุณได้

4หาให้เจอว่าอะไรที่คุณทำแล้วมีความสุข

บางครั้งการทำตามความชอบก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพียงแต่คุณต้องใส่ใจให้มากขึ้น เมื่อคุณหาเจอว่าอะไรที่ทำให้คุณหลงใหล เพราะมันช่วยให้คุณเห็นภาพในชีวิตชัดขึ้นว่าสิ่งไหนหรือเรื่องอะไรที่คุณควร ให้ความสำคัญ หากพูดถึงการได้ทำตามความชอบในการทำงาน แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมาก และการนำความชอบมาเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตด้วยก็ถือเป็นความคิดที่ยอด เยี่ยมมากอีกเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่คุณควรทำคือให้ความสำคัญกับความชอบของตนเองให้มากขึ้นกว่า เดิม เพราะมันเป็นอีกหนทางที่จะช่วยให้คุณรู้จักตนเองมากขึ้น และจำไว้ว่าการได้ทำในสิ่งที่เราชอบ จะช่วยทำให้เราพยายามมากขึ้น และความพยายามนี้เองที่ก่อให้เกิดความสำเร็จในชีวิต

5ไถ่ถามหาคำติชม

หากคุณไม่รู้จักตัวเอง การได้เห็นว่าคนอื่นคิดยังไงกับคุณก็ถือเป็นอีกตัวช่วยหนึ่ง คุณอาจเริ่มด้วยการถามคำถามง่ายๆกับพวกเขา เช่น “คุณคิดว่าฉันมีข้อดีอะไรบ้างที่ควรพัฒนา” หรือ “คุณคิดว่าฉันมีข้อเสียอะไรบ้างที่ต้องได้รับการปรับปรุง” แน่นอนว่าความคิดของพวกเขาอาจไม่ดีพร้อมไปเสียทีเดียว แต่อย่างน้อยคำติชมของพวกเขาก็ช่วยให้คุณเห็นช่องโหว่ของตัวเองได้ง่ายขึ้น ขั้นตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนที่จำเป็นมากสำหรับคนที่ค้นหาตนเองไม่พบ เพราะบางครั้งคนที่ใกล้ชิดเราที่สุดก็อาจเป็นคนเดียวกับคนที่เห็นในสิ่งที่ แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่อาจมองเห็นได้

6เห็นคุณค่าของความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยบ่งบอกตัวตนที่แท้จริงของคุณได้ คุณจะเห็นคุณค่าของการรู้จักตนเองก็ต่อเมื่อคุณตระหนักได้ว่าแม้แต่ตัวของ คุณเองก็ยังไม่แน่ใจว่าตนเองเป็นใครหรือต้องการอะไรกันแน่ แล้วเช่นนี้คุณจะรู้จักคนอื่นได้อย่างไร ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเรื่องที่เห็นได้เด่นชัดมากสำหรับผู้นำในแวดวง ธุรกิจ กล่าวคือ ความเป็นผู้นำของพวกเขาจะหายไปทันทีหากพวกเขาไม่รู้จักลูกทีมของตนเอง อันที่จริงข้อเท็จจริงดังกล่าวนอกจากจะใช้ได้กับแวดวงธุรกิจแล้วยังสามารถนำ มาปรับใช้กับความสัมพันธ์ในชีวิตคุณได้ด้วย เพราะยิ่งคุณต้องการรู้จักตัวตนของคนอื่นมากเท่าไหร่ ในทางกลับกันคนอื่นก็ต้องการที่จะรู้จักตัวตนของคุณจริงๆ มากขึ้นเท่านั้น
จงใช้สิ่งที่คุณค้นพบเป็นอาวุธเพื่อสู้กับความกลัว เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณเข้าใจตนเอง เข้าใจในสิ่งที่คุณอยากจะเป็น เมื่อนั้นเป้าหมายของคุณจะใหญ่จนไม่เหลือพื้นที่ให้ความกลัวอีก นอกจากนี้คุณจะไม่หลงทางอย่างแน่นอน เพราะการเข้าใจตนเองช่วยให้คุณเป็นตัวคุณในแบบที่ดีขึ้นกว่าเมื่อวันก่อน และท้ายที่สุดการรู้จักตนเองหมายถึงการได้พบความสงบ พบทางลัดไปสู่ความสำเร็จที่คุณไม่เคยได้เห็นมากก่อน
จงเริ่มเสียตั้งแต่วันนี้ก่อนที่มันจะสายเกินไป!

Source: success

9 เคล็ดลับ พูดอย่างไรให้ดีและมีประสิทธิภาพ

ในบางครั้งเวลาที่คุณมีไอเดียเจ๋งๆ แล่นเข้ามาในหัว คุณก็ต้องการที่จะแชร์ไอเดียนี้กับเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้า แต่ทว่า คุณไม่รู้วิธีสื่อสารเพื่อให้คนอื่นหันมาสนใจและเข้าใจคุณได้
เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคุณไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล และคุณก็ไม่สามารถบังคับใครให้มาสนใจคุณได้ แต่…สิ่งที่คุณสามารถบังคับได้อย่างแน่นอนก็คือ ตัวของคุณเอง และเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจที่สุด คุณจึงต้อง คิดก่อนพูด
โดยมีงานวิจัยหนึ่งที่จะช่วยทำใหัคุณเห็นภาพชัดขึ้นว่า คำพูดนั้นมีอิทธิพลมากขนาดไหน? นักวิจัยได้ทำการศึกษาผู้เข้าร่วมการทดลองกว่า 300 คนโดยการให้พวกเขาทำการประเมินนิสัย อีกทั้งพวกเขายังต้องจัดอันดับลักษณะนิสัยด้วย อย่างเช่น ความน่าเชื่อถือ ความเป็นผู้นำ เสน่ห์ ผ่านทางคำพูดง่ายๆอย่าง “สวัสดีครับ/ค่ะ” ผลการทดลองก็คือ ร้อยละ 92 เห็นว่าแต่ละเสียงล้วนมีลักษณะนิสัยเฉพาะตัวแฝงอยู่ หมายความว่าผู้คนตัดสินคุณผ่านทางเสียงที่คุณเปล่งออกมาด้วยยังไงล่ะ
ข่าวดีก็คือคุณยังสามารถทำอะไรกับเสียงได้นิดหน่อยเพื่อให้การพูดเกิด ประสิทธิภาพสูงสุด และต่อไปนี้ก็คือ 9 เคล็ดลับที่บอกได้เลยว่าถ้าคุณทำตามได้ จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคุณในบทสนทนาเพิ่มขึ้นอย่างเหลือเชื่อ

1. พูดเสียงทุ้มเข้าไว้

เสียงทุ้ม เป็นเสียงที่ฟังดูน่าเชื่อถือและภูมิฐาน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยหลายๆชิ้นที่ชี้ว่าคนที่มีความเป็นผู้นำ ความจำดีและหาเงินเก่ง มักมีโทนเสียงทุ้ม
แต่หากคุณไม่ใช่คนที่เสียงทุ้ม ขอให้คุณพึงระวังไว้ เพราะจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยดุ๊กพบว่า หญิงผู้พยายามดัดเสียงให้ต่ำกว่าโทนเสียงปกติหรือที่เรียกว่า Vocal Fry มักถูกมองว่าเป็นพวกด้อยความสามารถและไม่ค่อยน่าเชื่อถือ

2. ระวังความคิดไว้ให้ดี

ดร.เอลิซาเบธ ลอมบาโด ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยา เธอกล่าวว่า เมื่อตอนที่เธอได้ร่วมงานกับเลขาคนเก่า เธอรู้สึกได้เลยว่าเขาไม่ค่อยพอใจเธอนัก แม้มันจะเป็นวันแรกที่ได้ร่วมงานกัน แต่น้ำเสียงของเขามันบ่งบอกได้ชัดโดยที่ไม่ต้องปริปากพูดคำว่าไม่พอใจออกมา เลยด้วยซ้ำไป
หากไม่อยากให้ปัญหานี้เกิดกับคุณล่ะก็ มีสิ่งหนึ่งที่ ดร.เอลิซาเบธ อยากแนะนำให้กับคุณคือ ขอให้คุณระวังความคิดคุณไว้ให้มากๆ อย่าให้มันทำให้คุณเสียเรื่องได้ พยายามมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ เพราะแน่นอนว่าความคิดเชิงบวกจากภายในย่อมแสดงออกมาภายนอกเป็นพฤติกรรมเชิง บวกเช่นกัน

3. รอยยิ้ม สิ่งเล็กน้อยแต่ยิ่งใหญ่

อันที่จริง การยิ้มมีความสำคัญมากต่อการพูดอย่างมีประสิทธิภาพ เหตุผลคือ เวลาคุณยิ้มมันทำให้คุณมีความสุขโดยที่คุณก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน ซึ่งพอคุณมีความสุขแล้ว คุณก็ย่อมเปล่งเสียงออกไปอย่างมีความสุข และนี่แหละคือหนึ่งในเคล็ดลับสำคัญ เพราะคนเรามักสบายใจที่จะอยู่กับคนที่มีความสุข ประโยชน์ของการยิ้มยังไม่หมดเท่านี้ เพราะรูปปากของคุณเวลายิ้มยังส่งผลโดยตรงต่อการเปล่งเสียงให้ออกมาเป็น ธรรมชาติ ลื่นหูและมีความเป็นมิตรด้วย

4. เลี่ยงการพูดโทนเสียงเดียว

รู้หรือไม่ว่าการพูดโทนเสียงเดียวนั้นกำลังบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับตัวคุณ? ใช่แล้ว มันบอกว่าคุณกำลังรู้สึกเบื่อ หรือจะพูดว่าคุณเป็นคนน่าเบื่อก็ไม่ผิด ซึ่งทำให้ผู้ฟังรู้สึกเบื่อตามไปด้วย หากเป็นเช่นนี้ คุณจะไม่มีทางพูดให้ประสบความสำเร็จได้เลย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว คุณควรใช้โทนเสียงสูงและต่ำสลับกันไปเพราะจะทำให้ผู้ฟังเกิดความสนใจและ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนายังไงล่ะ

5. พูดให้ไวก็ไม่เสียหาย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดนิสัยการพูดช้าๆ ขอให้คุณระวังไว้ เพราะคนส่วนใหญ่มักมองว่าการพูดช้าๆบ่งบอกว่าคุณเป็นคนไม่น่าไว้ใจ น่าเบื่อ และด้อยความสามารถ ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับคนที่พูดเร็วที่คนส่วนใหญ่จะมองเป็นคนกระฉับ กระเฉง ฉลาด และพึ่งพาได้
การพูดให้เร็วในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าให้คุณพูดเร็วจนลิ้นพันกัน เพียงแต่ให้คุณเร่งจังหวะการพูดให้เร็วขึ้นในส่วนที่คุณรู้สึกหรืออยากให้ ผู้ฟังรู้สึกสนใจ แต่คุณก็ต้องมั่นใจด้วยว่าผู้ฟังยังคงเข้าใจในสิ่งที่คุณพูด

6. เว้นจังหวะบ้าง

อาจฟังดูขัดกับคำแนะนำข้อที่ผ่านมา แต่การเว้นจังหวะระหว่างที่พูดบ้าง จะช่วยคุณประสบความสำเร็จในการสื่อสารอย่างมาก เช่น เวลาที่คุณต้องออกไปนำเสนอรายงานหน้าที่ประชุม หลังจากแนะนำตัวเองเรียบร้อยแล้ว ขอให้คุณลองเว้นจังหวะสักครู่ เพราะอะไรน่ะหรือ? คำตอบคือมันจะช่วยให้ผู้ร่วมประชุมของคุณรู้สึกว่าเรื่องที่คุณกำลังจะกล่าว ต่อไปนั้นเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากนี้การเว้นช่วงก่อนจะพูดในแต่ละครั้งยังช่วยให้คุณมีเวลาคิดเรื่องที่ จะพูดซึ่งแน่นอนว่าดีกว่าการพูดว่า “เอิ่ม” หรือ “เอ่อ” เพราะมันทำให้คุณดูไม่เป็นผู้พูดที่ดีเอาซะเลย

7. สำเนียง เรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

งานวิจัยเผยว่า คนเรามักระแวงคนที่พูดสำเนียงต่างจากเรา เมื่อรู้เช่นนี้แล้วคุณอาจกำลังอยากเปลี่ยนสำเนียงการพูดของคุณ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ทันทีดั่งใจนึก แต่การพยายามฝึกฝนจะช่วยคุณได้อย่างแน่นอน

8. หายใจให้เป็นจังหวะ

การหายใจเร็วและถี่เกินไปจะส่งผลโดยตรงให้เส้นเสียงตึงขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้น้ำเสียงของคุณฟังดูไม่เป็นมิตรแล้วยังจะทำให้คุณ เป็นคนพูดเสียงดังโดยไม่จำเป็นอีกด้วย ในทางกลับกัน การหายใจที่ช้าและลึกจะช่วยผ่อนคลายความเครียดให้กับคุณ อีกทั้งยังไม่ทำให้เส้นเสียงคุณตึงเหมือนกับการหายใจที่เร็วและถี่ ซึ่งแน่นอนว่าการหายใจเช่นนี้จะทำน้ำเสียงที่คุณเปล่งออกมาฟังดูเป็นมิตรโดย ที่คุณเองก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

9. พูดจาฉะฉาน

อาจจะฟังดูเหลือเชื่อ เพราะเพียงแค่คุณเน้นในส่วนสำคัญของประโยคที่คุณเปล่งออกมา ก็ทำให้คุณเป็นคนที่พูดจาฉะฉานได้อย่างง่ายดาย ซึ่งต่างจากการพยายามเปลี่ยนโทนเสียงสูงระหว่างการพูด (เริ่มจากพูดด้วยโทนเสียงต่ำแล้วสูงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนการถามคำถาม) ที่จะถูกมองว่าเป็นคนโลเลไม่น่าเชื่อถือ
ในทางกลับกันการเปลี่ยนโทนเสียงให้ต่ำระหว่างการพูดนั้น (เริ่มจากพูดด้วยเสียงสูง แล้วค่อยๆต่ำลง) บ่งบอกถึงความน่าเชื่อถือและความมั่นใจในตัวคุณได้

Source : Success